หลายคนที่เริ่มเทรดใหม่ ๆ น่าจะเคยเจอโมเมนต์คล้าย ๆ กัน ตัวอย่างเช่น เปิดออเดอร์ไว้แล้วราคาวิ่งเข้าทาง กำไรขึ้นมาสวย ๆ จนเผลอยิ้มได้ แต่พอคิดว่า “ขออีกนิด เดี๋ยวไปต่อแล้วค่อยปิด” เผลอแป๊บเดียวกราฟกลับตัวแบบไม่ทันตั้งหลัก สุดท้ายกำไรที่เคยเห็นก็หายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งการที่กำไรเกิดขึ้นแล้วหายไป…เรื่องนี้เกิดกับนักเทรดหลายคนกว่าที่คิด และส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้เพราะวิเคราะห์ไม่เป็นอย่างเดียว แต่อาจแพ้ตรงที่ยังไม่มีการวางแผนปิดกำไรที่ชัดเจนมากกว่า
ตรงนี้แหละที่ Take Profit (TP) เข้ามาช่วยได้ เพราะมันคือการตั้งจุดปิดกำไรไว้ล่วงหน้า ให้ระบบปิดออเดอร์ให้เมื่อราคาถึงเป้าหมายตามที่วางแผนไว้ ช่วยลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์ ลดการนั่งลุ้นหน้าจอทั้งวัน และทำให้กำไรที่เกิดขึ้นมีโอกาสกลายเป็นกำไรจริงมากขึ้น ซึ่งในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักว่า Take Profit คืออะไร ทำงานยังไงแบบเข้าใจง่าย ๆ และควรตั้งยังไงให้เหมาะกับการเก็บกำไรอย่างปลอดภัยขึ้น โดยเน้นภาพรวมที่เอาไปใช้คิดและปรับให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองได้เลย
Take Profit (TP) คืออะไร ทำความเข้าใจจุดปิดกำไรที่เราตั้งไว้ล่วงหน้า
ถ้าอธิบายแบบง่ายที่สุด TP หรือ Take Profit คือ คำสั่งที่เราตั้งไว้ก่อนว่า “ถ้าราคาวิ่งไปถึงตรงนี้ ให้ปิดออเดอร์เพื่อเก็บปิดทำกำไร” เหมือนเราตั้งจุดรับเงินไว้ล่วงหน้า หรือเปรียบเทียบแบบชีวิตประจำวันก็คล้าย ๆ กับการ ตั้งเป้าปิดงาน ว่าทำถึงขั้นไหนแล้วจะหยุด ไม่ลากต่อจนเสียเวลาและพลังงานเกินจำเป็น เพราะในตลาดจริง ๆ ราคาไม่ได้วิ่งไปทางเดียวตลอดเวลาเสมอไป การมี TP จึงช่วยให้เรามีจุดจบที่ชัดเจนสำหรับการเทรดทำกำไร ไม่ต้องลุ้นทุกวินาทีว่าเมื่อไหร่ควรกดปิดเอง
หลักการทำงานของ TP แบบเข้าใจง่าย ๆ
หากให้อธิบายหลักการทำงานง่าย ๆ ของ TP จะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนสั้น ๆ ดังนี้
- เปิดออเดอร์ ก่อน เช่น Buy หรือ Sell
- จากนั้น ตั้งราคา Take Profit ว่าอยากปิดกำไรที่ราคาไหน (สามารถกำหนดที่ราคา หรือกำหนดจุด (pip/point)
- แล้วเมื่อราคาวิ่งไปถึงจุดที่ตั้งไว้ ระบบจะปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติตามเงื่อนไขนั้นทันที ถ้าอธิบายแบบง่าย ๆ ถ้าเราเปิด Buy จุด TP มักจะอยู่สูงกว่าราคาเข้า แต่ถ้าเราเปิด Sell จุด TP มักจะอยู่ ต่ำกว่าราคาเข้า แค่นี้ก็พอให้เห็นภาพแล้วว่ามันทำงานยังไงแบบตรงไปตรงมา
ปิดมือกับตั้ง TP ต่างกันตรงไหน ทำไมหลายคนถึงเลือกแบบอัตโนมัติ
ถ้าเป็นการปิดมือแบบทั่วไป ข้อดีคือเราคุมจังหวะการเทรดเองได้ แต่ข้อแลกเปลี่ยนก็คือเราต้องเฝ้าจอ และพอถึงเวลาจริงมักมีอาการลังเลหรืออารมณ์มาเข้าร่วมได้ง่าย เช่น กำไรขึ้นแล้วคิดว่าเดี๋ยวมันไปต่อ พอกลับตัวก็เสียดายจนไม่ยอมปิด หรือบางทีตั้งใจจะปิดแล้วแต่ช้าไปนิดเดียว
ส่วนการตั้ง Take Profit (TP) จะต่างออกไป เพราะมันคือการตัดสินใจล่วงหน้าตอนที่เรายังนิ่งอยู่ พอราคาถึงเป้าก็ปิดตามแผน ลดอารมณ์เข้ามาปนและทำให้การเทรดดูเป็นระบบมากขึ้น สรุปง่าย ๆ คือ TP ไม่ได้ทำให้ชนะหรือการเทรดทำกำไรได้เสมอไป แต่ช่วยให้วินัยในการเทรดเสถียรกว่า เพราะได้วางแผนไว้ก่อนแล้วค่อยปล่อยให้ระบบทำงานตามนั้น
ทำไมการตั้ง Take Profit ถึงช่วยให้เทรดสบายขึ้นได้

ถ้าการเทรดคือการวางแผนแล้วปล่อยให้ตลาดวิ่งไปตามเกมของมัน การตั้ง Take Profit (TP) ก็เหมือนการกำหนด “จุดจบที่เราพอใจ” ไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องรอให้ถึงตอนกราฟแกว่งแรง ๆ แล้วค่อยตัดสินใจที่หน้างาน เพราะส่วนใหญ่ช่วงเวลาแบบนั้นแหละที่คนพลาดง่ายที่สุด ไม่ว่าจะความรู้สึกหรืออารมณ์ต่าง ๆ เข้ามาร่วมด้วย พอมี TP มาเป็นตัวกำหนดที่ชัดเจน เราจะรู้สึกเหมือนเทรดเป็นระบบขึ้น คุมตัวเองได้มากขึ้น และไม่ต้องแบกความกังวลไว้ตลอดเวลา ซึ่งมันช่วยให้การเทรดสบายขึ้นได้หลายมุมเลย
ช่วยล็อกกำไรให้เป็นจริงได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่วิ่งผ่านบนหน้าจอเทรด
เวลาที่ออเดอร์เป็นบวกหรือทำกำไรได้ มันคงให้ความรู้สึกดีมากก็จริง แต่ความเป็นจริงคือ กำไรที่เราเห็นยังเป็นแค่ “ตัวเลขลอย ๆ” จนกว่าเราจะปิดออเดอร์แล้วมันถึงจะกลายเป็นผลลัพธ์จริง การตั้ง TP เลยเหมือนการบอกตัวเองไว้ก่อนว่า “ถึงตรงนี้พอแล้วนะ เก็บกำไรเข้ากระเป๋าได้” ทำให้โอกาสที่กำไรจะหายเพราะราคาย้อนกลับลดลงได้ และช่วยให้เราเก็บกำไรตามแผนได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
ลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์ โดยเฉพาะช่วงตลาดเทรดเหวี่ยงไปมา
ช่วงที่กราฟเหวี่ยงแรง ๆ อารมณ์มักนำเหตุผลก่อนเสมอ บางทีเห็นกำไรนิดเดียวก็รีบปิดเพราะกลัวหลุดมือ แต่พอกำไรเริ่มมากขึ้นก็อยากได้อีกเลยไม่ยอมปิดสักที สุดท้ายโดนกลับตัวแล้วเสียดายหนัก ซึ่งในจุดนี้เอง Take Profit (TP) จะมาช่วยลดปัญหาเรื่องนี้ได้ เพราะเราตัดสินใจในตอนที่ทุกอย่างนิ่ง ตั้งแต่ก่อนเข้าเทรด พอราคาถึงเป้ากำไรที่วางไว้ ระบบก็ปิดให้ตามแผน ลดความลังเลหน้างาน และทำให้จังหวะการเทรดนิ่งขึ้นแบบรู้สึกได้
ไม่ต้องเฝ้ากราฟทั้งวัน แต่ยังเทรดตามแผนได้เหมือนปกติ
ชีวิตจริงเราไม่ได้มีเวลานั่งจ้องกราฟตลอด และการเฝ้ากราฟนาน ๆ ก็ทำให้เหนื่อยล้าและเครียดได้ง่ายด้วยเช่นกัน การตั้ง TP เลยเป็นเหมือนผู้ช่วยที่ทำให้เราวางแผนไว้ก่อนการเทรดเสมอ แล้วปล่อยให้ระบบจัดการตอนราคาวิ่งถึงเป้าหมาย / กำไรที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะกำลังทำงาน เรียน หรือพักอยู่ก็ตาม ผลคือเรายังเทรดแบบมีระบบได้โดยไม่ต้องผูกชีวิตไว้กับหน้าจอเทรดเสมอไป ซึ่งสุดท้ายแล้วมันทำให้การเทรดสบายขึ้นได้จริง ทั้งเรื่องเวลาและความรู้สึกไปพร้อมกัน
ตัวอย่างง่าย ๆ ที่ทำให้เห็นภาพทันทีว่า TP ใช้งานยังไง
บางทีแค่อ่านความหมายผ่านเนื้อหาเพียงอย่างเดียวมันยังนึกภาพไม่ออกว่า “แล้วตอนใช้งานจริง ๆ มันเป็นยังไง” ซึ่งจริง ๆ แล้ว TP เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายมากขึ้นทันทีเมื่อได้เห็นตัวอย่าง ดังนั้นลองดูภาพจำแบบสั้น ๆ ต่อไปนี้ โดยไม่ต้องคิดซับซ้อน แค่เข้าใจว่าเราตั้งเป้าปิดทำกำไรไว้เท่าไรก่อน แล้วค่อยให้ระบบช่วยทำงานให้ตามแผนการเทรดที่เราวางไว้
สมมติว่าเราเปิดออเดอร์ Buy ที่ราคา 100 แล้วคิดว่าราคาน่าจะขึ้น เราจึงตั้ง Take Profit ไว้ที่ 110 นั่นแปลว่าเราบอกระบบไว้ล่วงหน้าว่า “ถ้าราคาขึ้นไปถึง 110 เมื่อไหร่ ช่วยปิดออเดอร์ให้เลย” พอราคาวิ่งขึ้นไปแตะ 110 จริง ๆ ระบบก็จะปิดให้ตามนั้น ทำให้กำไรที่เราเล็งในตอนแรกถูกเก็บไว้ทันที โดยที่เราไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าหน้าจอแล้วรอจังหวะกดปิดเอง
ในทางกลับกัน ถ้าเราเปิดออเดอร์ Sell ที่ราคา 100 เพราะคาดว่าราคาน่าจะลง เราจึงอาจตั้ง Take Profit ไว้ที่ 90 ซึ่งหมายถึง “ถ้าราคาลงไปถึง 90 เมื่อไหร่ ให้ปิดทำกำไรให้เลย” แล้วเมื่อราคาลงถึงจุดนั้น ระบบก็จะปิดออเดอร์อัตโนมัติเหมือนกัน
สรุปให้จำง่าย ๆ คือ TP ทำหน้าที่เหมือนหมุดหมายปลายทางของกำไร เราเลือกจุดไว้ก่อน แล้วปล่อยราคากราฟวิ่งไป เมื่อไรที่ถึงจุดที่กำหนดไว้ ระบบก็จะปิดตามแผนอย่างเป็นระบบมากขึ้น
อยากตั้ง Take Profit ให้พอดี ลองคิดจาก 3 มุมนี้ก่อน
เวลาพูดถึงการตั้ง TP หรือ Take Profit ทีไร นักเทรดมือใหม่หลาย ๆ คนมักจะคิดว่า “ต้องมีสูตรตายตัวที่ทำกำไรได้จริง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว TP ที่ดีที่สุดคือ TP ที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของนักเทรดแต่ละคน และสอดคล้องกับความผันผวนของสินทรัพย์ที่เล่นด้วย บางคนชอบเก็บกำไรเร็วแบบสบายใจ บางคนยอมปล่อยให้วิ่งไกลเพื่อหวังรอบใหญ่ เพราะงั้นก่อนจะรีบตั้งตัวเลข TP แบบสุ่ม ๆ ลองใช้ 3 มุมคิดด้านล่างนี้เป็นกรอบ แล้วค่อยปรับให้เข้ามือ จะได้ทั้งมีเหตุผลและรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเวลาปล่อยออเดอร์ให้ระบบทำงานแบบอัตโนมัติ
ตั้งจากเป้ากำไรในจุดที่ตัวเองพอใจ และรับความเสี่ยงได้ไหวจริง
เริ่มแรกให้ถามตัวเองตรง ๆ ก่อนเลยว่า “กำไรประมาณไหนที่เราพอใจแล้วจริง ๆ” เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาด แต่อยู่ที่เรายังไม่รู้ว่าอยากได้กำไรเท่าไหร่กันแน่ ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ชอบลุ้นมาก อาจตั้ง TP ให้ใกล้ขึ้นเพื่อเก็บทำกำไรบ่อย ๆ แล้วปล่อยออเดอร์เรื่อย ๆ แต่ถ้าเราเป็นสายรอรอบใหญ่แบบเก็บกำไรก้อนโตก็อาจตั้งไกลขึ้นได้เหมือนกัน
แค่ต้องยอมรับให้ได้ว่าระหว่างทางที่ราคาวิ่งไปวิ่งมาอาจแกว่งแรง และอาจไม่ถึงเป้าเสมอไป พอคิดจาก “ระดับความพอใจ + ความเสี่ยงที่รับได้” เราจะตั้ง TP แบบมีเหตุผลมากขึ้น และไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังว่าใกล้ไปหรือไกลไป
ตั้งตามจุดที่ราคามักไปติด เช่น แนวต้านหรือโซนกลับตัว
อีกวิธีที่ช่วยให้การตั้ง TP ดูสมเหตุสมผลขึ้นคือ มองหาโซนที่ราคาไปแล้วมักชะงัก หรือแถวที่เคยขึ้นไปชนแล้วกลับลงมา/เคยลงไปชนแล้วดีดกลับ ซึ่งจุดนี้นักเทรดหลาย ๆ คนมักเรียกกันว่าแนวต้าน แนวรับ หรือโซนกลับตัวก็ได้
แนวคิดง่าย ๆ คือ ถ้าราคามีโอกาสไปติดตรงนั้น เราสามารถตั้ง TP ใกล้ ๆ โซนนั้นก็เหมือนการเก็บกำไรก่อนที่ตลาดจะเริ่มลังเล เพราะจุดแบบนี้มักเป็นบริเวณที่แรงซื้อแรงขายสู้กันหนัก การตั้ง TP ให้สัมพันธ์กับพฤติกรรมราคาแบบนี้จะช่วยให้แผนการปิดกำไรดูเข้าท่า และไม่หลุดโลกเกินไป (แต่ไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ที่ทำกำไรได้แน่นอนเสมอไป)
แบ่งเป้ากำไรเป็นช่วง ๆ เพื่อเก็บกำไรก่อน แล้วค่อยลุ้นต่อ
ถ้าคุณเป็นคนที่เสียดายทั้ง 2 แบบ คือปิดเร็วก็เสียดายกำไรก้อนใหญ่ แต่ถือยาวก็กลัวกำไรหาย วิธีคิดแบบแบ่งเป้าจะช่วยให้ใจสบายขึ้นได้ เช่น ตั้งใจว่าจะเก็บกำไรบางส่วนก่อนเมื่อถึงเป้าแรก แล้วค่อยปล่อยอีกส่วนให้ลุ้นต่อ เผื่อราคาวิ่งได้ไกลกว่าที่คิด
วิธีนี้ทำให้เราได้ทั้งความชัวร์ในการทำกำไรในระดับหนึ่ง และยังเหลือโอกาสสำหรับรอบที่ใหญ่ขึ้นด้วย ที่สำคัญคือมันช่วยลดแรงกดดันทางใจจากการถืออเดอร์ระยะยาว เพราะอย่างน้อยเราก็เก็บแล้วบางส่วน ไม่ได้ปล่อยให้ทั้งหมดกลายเป็นกำไรลอยจนต้องมานั่งลุ้นแบบเสียว ๆ ในตอนที่ราคามันวิ่งขึ้นลงตลอดเวลา
รวมข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย ตั้ง TP แล้วไม่ได้ช่วยอย่างที่คิด

จริง ๆ แล้ว Take Profit เป็นเครื่องมือที่ดีมากในการเทรด แต่ที่หลาย ๆ คนรู้สึกว่าตั้ง TP แล้วก็ยังไม่ดีพอมักไม่ได้เกิดจากตั้ง TP หรอก ส่วนใหญ่เป็นเพราะหลายคนตั้งแบบรีบ ๆ หรือมองแค่ตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้คิดถึงพฤติกรรมของราคาและต้นทุนแฝงรอบ ๆ การเทรดด้วย
พอเจอสถานการณ์จริงก็เลยรู้สึกว่าโดนปิดเร็วไปบ้าง ไม่ถึงเป้าบ้าง หรือได้กำไรน้อยกว่าที่คิด ดังนั้นก่อนจะโทษตลาด ลองเช็ก 3 จุดพลาดนี้ก่อน เพื่อช่วยให้ตั้ง TP ได้ดีและใช้งานได้จริงมากขึ้น
- ตั้งใกล้ไปก็ได้กำไรนิดเดียว ตั้งไกลไปก็อาจไม่ถึงสักที
อันนี้เจอบ่อยสุดเลย ถ้าตั้ง TP ใกล้เกินไป เราอาจรู้สึกว่า “ปิดไวดี ปลอดภัย” แต่สุดท้ายกำไรที่ได้อาจเล็กมากจนไม่ค่อยคุ้มกับความเสี่ยงหรือเวลาที่ใช้ ในทางกลับกันถ้าตั้งไกลเกินไปก็เหมือนตั้งเป้าสูงจนตลาดไปไม่ถึงบ่อย ๆ แล้วพอราคากลับตัว กำไรที่เคยเห็นก็หายไปเหมือนเดิม ทางออกที่ดีคือพยายามตั้งให้พอดีกับความผันผวนของสินทรัพย์ และสอดคล้องกับจุดที่ราคามีโอกาสไปถึงจริง ไม่ใช่ตั้งจากความอยากได้ล้วน ๆ - ลืมดูต้นทุนแฝงอย่างสเปรดและค่าธรรมเนียม
บางครั้งเราตั้ง TP ไว้ดีมาก แต่พอปิดจริงแล้วกำไรดันได้น้อยกว่าที่คิด เพราะมีต้นทุนแฝงเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ค่าสเปรด หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเทรดอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ได้เผื่อค่าพวกนี้ไว้บ้าง เราอาจตั้งเป้าใกล้เกินไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้ได้กำไรจริงน้อย หรือบางทีแทบไม่ต่างจากจุดเข้าเท่าไหร่ เพราะงั้นก่อนตั้ง TP ลองคิดเผื่อเรื่องต้นทุนแฝงนิดหนึ่ง จะช่วยให้เป้ากำไรสมเหตุสมผลขึ้นและไม่พาให้หงุดหงิดทีหลัง - อย่าคิดว่า TP จะได้ราคาตรงเป๊ะทุกสถานการณ์
ในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือราคาวิ่งแรงมาก การปิดออเดอร์อาจไม่ได้ออกมาตรงเป๊ะทุกครั้งตามตัวเลขที่เราตั้งไว้ โดยเฉพาะช่วงที่สภาพคล่องบางหรือเกิดความแกว่งแรง ๆ เพราะระบบต้องจับคู่คำสั่งตามสถานการณ์จริงในตลาด ดังนั้นมอง TP เป็นเครื่องมือช่วยจัดการแผนมากกว่าการรับประกันราคาแบบ 100% จะดีกว่า เพราะจะทำให้เราใช้งานได้ถูกความคาดหวัง และปรับตัวได้ดีขึ้นเวลาตลาดเล่นแรงกว่าปกติ
ถ้าอยากเทรดให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมจริง ๆ ลองใช้ Take Profit คู่กับ Stop Loss
ถ้า Take Profit คือจุดที่เราพอใจจะเก็บกำไร ก็ต้องยอมรับว่าในโลกของการเทรดมันไม่ได้มีแต่ทางขึ้นเสมอไป เพราะงั้นการมีแค่ TP อย่างเดียวอาจยังไม่พอสำหรับคำว่า “ปลอดภัย” จริง ๆ ในการเทรด สิ่งที่ช่วยให้ภาพมันครบขึ้นคือการใช้ Stop Loss (SL) มาคู่กัน เพราะมันคือแผนสำรองไว้กันกรณีที่ตลาดไม่เป็นไปตามที่คิด พอเราวางทั้ง TP และ SL ไว้ตั้งแต่ต้น การเทรดจะกลายเป็นเกมที่มีกรอบชัดเจนขึ้นว่าได้แค่ไหนพอและเสียแค่ไหนถึงหยุด จึงช่วยให้ทั้งความเสี่ยงและความกังวลลดลงไปพร้อมกัน
วางแผนจุดออกก่อนเข้าเทรด แล้วค่อยกดเปิดออเดอร์
หลายคนชอบเข้าก่อนแล้วค่อยคิดทีหลัง เพราะกลัวพลาดจังหวะ แต่ความเป็นจริงแล้ววิธีนี้ทำให้เราต้องตัดสินใจท่ามกลางความกดดันตลอดเวลา พอราคาวิ่งแรงก็เริ่มลังเลว่าจะปิดดีไหม จะถือดีไหม สุดท้ายกลายเป็นเทรดด้วยอารมณ์มากกว่าด้วยแผน ทางที่ดีกว่าคือ “คิดจุดออกให้เสร็จก่อน” ตั้งแต่ก่อนกดเปิดออเดอร์เลยว่า ถ้าราคาวิ่งไปตามที่หวังจะปิดกำไรที่ไหน (TP) และถ้าราคาผิดทางจะยอมตัดขาดทุนที่จุดไหน (SL) พอทำแบบนี้ได้ การเทรดจะนิ่งขึ้นทันที เพราะเราไม่ได้ปล่อยให้สถานการณ์ลากเราไป แต่เป็นเราที่กำหนดเกมไว้ก่อนแล้ว
TP ช่วยเก็บกำไร ส่วน SL ช่วยกันเสียหนัก – ช่วยทำงานให้เป็นแบบเดียวกัน
ลองมองแบบง่าย ๆ ว่า TP คือฝั่งรางวัล ส่วน SL คือฝั่งความเสี่ยง และทั้งสองอย่างควรไปด้วยกัน เพราะถ้าเราตั้ง TP ไว้สวยมาก แต่ไม่มี SL คอยคุมด้านขาดทุนไว้ วันไหนตลาดผิดทางแรง ๆ อาจเจ็บหนักกว่าที่คิดได้ ในทางกลับกันถ้ามีแต่ SL แต่ไม่เคยตั้ง TP ก็อาจกลายเป็นว่ากำไรลอย ๆ ไม่ถูกเก็บสักที จนสุดท้ายกลับตัวแล้วหายเหมือนเดิม
ดังนั้นการตั้ง TP คู่กับ SL คือการทำให้แผนเทรดเป็นระบบเดียวกันครบวงจร รู้ทั้งจุดเก็บและจุดหยุดของการเทรด ทำให้เราเทรดแบบมีกรอบ มีวินัย และรู้สึกปลอดภัยขึ้นจริง ๆ ไม่ว่าจะตลาดดีหรือเหวี่ยงแค่ไหนก็ตาม
บทสรุป – Take Profit คือเครื่องมือที่ช่วยรักษากำไรให้ไม่หลุดมือ
สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ เลยคือ Take Profit (TP) คือการตั้งจุดปิดกำไรไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เมื่อกราฟราคาวิ่งถึงเป้าหมายแล้วระบบปิดออเดอร์ให้ตามแผน ซึ่งช่วยลดการเทรดด้วยอารมณ์ตอนกราฟเหวี่ยง และทำให้นักเทรดแต่ละคนมีวินัยในการเก็บกำไรได้สม่ำเสมอกว่าเดิม
และถ้าอยากให้การเทรดดูสมดุลขึ้น และปลอดภัยจริง ๆ การใช้ TP คู่กับ Stop Loss (SL) จะช่วยให้แผนการเทรดสมดุลทั้งฝั่งกำไรและฝั่งความเสี่ยงมากขึ้น เพราะเรารู้ทั้งจุดเก็บทำกำไรและจุดหยุดกันขาดทุนตั้งแต่ก่อนเข้าเทรด ดังนั้นลองเริ่มจากตั้ง TP ง่าย ๆ ให้เป็นนิสัยก่อน แล้วค่อยปรับระดับให้เข้ามือตามสไตล์การเทรดของตัวเอง รับรองว่าการเทรดจะนิ่งและสบายใจขึ้นเยอะเลยทีเดียว