Forex คืออะไร? ทำความเข้าใจกับตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ทำความเข้าใจ Forex คืออะไร? ตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สารบัญ

หลายคนมักคิดว่าตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดเป็น “ตลาดหุ้น” แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะตลาดที่ใหญ่ที่สุดกลับเป็นตลาดที่อยู่ “ออนไลน์” และทำการเปิดตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงมีมูลค่าการซื้อ – ขายมากกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ซึ่งแน่นอนว่าเรากำลังพูดถึง “ตลาด Forex”

Forex คือตลาดซื้อ – ขายแลกเปลี่ยนคู่สกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Exchange) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และไม่ได้เป็นตลาดที่มีศูนย์กลางเหมือนตลาดหุ้นแต่อย่างใด แต่เป็นระบบที่คนจากทั่วทุกมุมโลกเชื่อมต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งถ้าอยากรู้ว่า Forex คืออะไร สำคัญอย่างไร ทำไมผู้คนถึงพูดถึงกันบ่อยในการเทรด บทความนี้จะพาคุณไปอธิบายให้เข้าใจแบบง่าย ๆ กันเลย

Forex คืออะไร?

ให้อธิบายแบบง่ายที่สุด Forex คือ ตลาดการเงิน ที่ซื้อ – ขายแลกเปลี่ยนคู่สกุลเงิน / เงินตราต่างประเทศ เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) มาเปลี่ยนเป็นเงินยูโร (EUR) ซึ่งการซื้อขายแลกเปลี่ยนคู่เงินแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นในเชิงธุรกิจ บริษัทข้ามชาติ หรือแม้แต่คนที่ไปเที่ยว ซื้อของในต่างประเทศ

โดย Forex ย่อมาจากคำว่า “Foreign Exchange” (แปลตรงตัวเลยคือ “การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ” หลักการง่าย ๆ เลยคือ การซื้อเงินสกุลหนึ่ง ในขณะที่ขายอีกสกุลเงินหนึ่งในเวลาเดียวกัน

  • ถ้าคุณเคยแลกเงินไทยเป็นเงินดอลลาร์เพื่อไปเที่ยวต่างประเทศ นั่นแหละคือการทำธุรกรรม Forex แบบหนึ่ง
  • ตัวอย่างที่ชัดเจนกว่านั้นคือ คู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD = 1.10 หมายความว่า 1 EUR มีค่าเท่ากับ 1.10 USD นั่นเอง

สรุปง่าย ๆ Forex คือ ตลาดที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนเงินสกุลหนึ่งไปเป็นอีกสกุลหนึ่ง และมูลค่าของเงินแต่ละสกุลก็จะเปลี่ยนไปตามปัจจัยหรือสภาพของเศรษฐกิจ และความต้องการในตลาด โดยคู่สกุลเงินจะอยู่ในรูปแบบอัตราส่วนให้เข้าใจได้ง่าย ๆ 

ทำไม Forex ถึงเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เคยสงสัยไหมว่าทำไมคนชอบพูดถึง Forex ว่าเป็น “ตลาดที่ใหญ่ที่สุด” หรือ “การเทรด Forex ได้รับความนิยมที่สุด” เหตุผลง่าย ๆ เลยเพราะว่าทุกวันนี้มีการซื้อ – ขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินรวมมูลค่ามากกว่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ซึ่งตัวเลขนี้มีมากกว่าตลาดหุ้นทั่วโลกหลายเท่าสะอีก

แล้วทำไมตลาด Forex ถึงได้ใหญ่ และได้รับความนิยม จนมีมูลค่าเงินวิ่งหมุนกันมากขนาดนี้ มาลองดูปัจจัยที่ทำให้ Forex กลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกกันเลยดีกว่า

1. ผู้เล่นจำนวนมากในตลาด Forex

ในตลาด Forex มี “ผู้เล่น” มากมายที่เข้ามามีบทบาทในการซื้อ – ขายและแลกเปลี่ยนสกุลเงิน คำว่า “ผู้เล่น” ที่หมายถึงนี้ไม่ได้หมายถึงการเข้าร่วมเพื่อสนุกแต่อย่างใด แต่หมายถึงผู้ที่มีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องกับมูลค่าของสกุลเงิน โดยในแต่ละกลุ่มก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป 

  • ธนาคารกลาง

ธนาคารกลาง เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ หรือธนาคารกลางยุโรป ที่มักจะเข้าแทรกแซงตลาด Forex เพื่อรักษาสมดุลของค่าเงินในประเทศตนเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าเห็นว่าค่าเงินของประเทศตัวเองอ่อนเกินไป ธนาคารอาจจะใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อ “ซื้อ” เงินของตนเองในตลาด Forex เพื่อเพิ่มมูลค่า

  • ธนาคารเชิงพาณิชย์

ธนาคารพาณิชย์ เช่น JPMorgan, Citibank หรือธนาคารพาณิชย์ในไทยอย่าง SCB, KBank ก็มีบทบาทในตลาด Forex ด้วยเช่นกัน โดยพวกเขาจะทำการซื้อ – ขายสกุลเงินระหว่างประเทศไว้ในปริมาณมหาศาลเพื่อช่วยลูกค้า และดำเนินกิจการของตนเอง 

  • บริษัทธุรกิจข้ามชาติ

บริษัทข้ามชาติที่มีการทำธุรกิจในหลาย ๆ ประเทศ เช่น Apple, Samsung หรือ Toyota มักจะต้องทำการแลกเปลี่ยนสกุลเงินไว้เสมอ ตัวอย่างเช่น ถ้า Apple ต้องการจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ในประเทศจีนที่ใช้เงินหยวน (CNY) Apple ก็ต้องนำเงินทุนอย่างดอลลาร์ (USD) มาแลกเป็นเงินหยวนในตลาด Forex

  • นักลงทุน / เทรดเดอร์

นักลงทุนและเทรดเดอร์ คือกลุ่มคนธรรมดาที่ทำการเข้าเทรดซื้อ – ขายคู่สกุลเงิน Forex ผ่านแพลตฟอร์การเทรดออนไลน์ เช่น MetaTrader หรือแพลตฟอร์มของโบรกเกอร์ต่าง ๆ พวกเขาจะเข้ามาในตลาดเพื่อลงทุนทำกำไรระยะสั้นจากความผันผวนของคู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD, USD/JPY เป็นต้น

  • โบรกเกอร์ 

โบรกเกอร์จะทำหน้าที่เป็นเหมือนดั่งตัวกลางระหว่างนักลงทุน / เทรดเดอร์กับตลาด Forex โดยโบรกเกอร์เหล่านี้จะจัดหาช่องทางให้นักลงทุนและเทรดเดอร์สามารถเข้าถึงการซื้อ – ขายแลกเปลี่ยนคู่สกุลเงินได้

2. ตลาดมีการเปิดซื้อ – ขายตลอด 24 ชั่วโมง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ตลาด Forex ได้รับความนิยมและมีผู้เล่นเข้ามาร่วมกันมากที่สุดเลยคือ ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ เนื่องจากการซื้อ – ขายเกิดขึ้นในเขตเวลา (Time Zone) ที่แตกต่างกันไปทั่วโลก โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วงเวลาหลัก ได้แก่ 

  • ซิดนีย์ (ออสเตรเลีย): เปิดเวลา 05:00 – 14:00 น. (เวลาประเทศไทย)
  • โตเกียว (ญี่ปุ่น/เอเชีย): เปิดเวลา 07:00 – 16:00 น. (เวลาประเทศไทย)
  • ลอนดอน (ยุโรป): เปิดเวลา 15:00 – 00:00 น. (เวลาประเทศไทย)
  • นิวยอร์ก (สหรัฐฯ): เปิดเวลา 20:00 – 05:00 น. (เวลาประเทศไทย)

ในแต่ละวัน ตลาด Forex จึงมีการหมุนเวียนจากตลาดหนึ่งไปยังอีกตลาดหนึ่ง ทำให้มีการซื้อ – ขายแลกเปลี่ยนกันตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยเมื่อจบหนึ่งวันในสหรัฐฯ ตลาดซิดนีย์ก็จะเริ่มต้นวันใหม่ต่อทันที 

ซึ่งในจุดนี้จึงทำให้ตลาด Forex มีการวิ่งและเปลี่ยนแปลงของกราฟราคาตลอดเวลา และเป็นจุดขายที่ทำให้นักลงทุน / เทรดเดอร์เข้ามาเก็งกำไรจากความผันผวนเล็กน้อยเหล่านี้อีกด้วย

3. ตลาดแลกเปลี่ยนที่ไม่มีศูนย์กลาง

ความแตกต่างระหว่างตลาดหุ้นกับตลาด Forex เลยคือ Forex ไม่มีศูนย์กลางการซื้อ – ขาย แต่อย่างใด ยกตัวอย่างให้เข้าใจมากขึ้น เช่น ในตลาดหุ้น จะมีตลาดหุ้นนิวยอร์ก หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การซื้อ – ขายหุ้นต่าง ๆ จะต้องดำเนินผ่าน “ตลาดกลาง” หรือ “ศูนย์กลาง” เหล่านี้เท่านั้น

แต่ในทางตรงกันข้าม ตลาด Forex กลับไม่มีศูนย์กลางใด ๆ ทุกการซื้อ – ขายล้วนเกิดขึ้นผ่านเครือข่ายออนไลน์ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก โดยธนาคารและโบรกเกอร์จะจับคู่ซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายผ่านระบบที่เรียกว่า Over-the-Counter (OTC) หรือ “ซื้อขายนอกตลาดกลาง”

ซึ่งในจุดนี้เองจึงทำให้ตลาด Forex กลายเป็นตลาดที่เข้าถึงคนได้ง่าย เพราะปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตได้ทำให้ผู้คนเข้าถึงเครือข่ายออนไลน์และการแลกเปลี่ยนซื้อขายคู่สกุลเงินได้มากขึ้น บวกกับตลาดที่เปิด 24 ชั่วโมง ทำให้ตลาด Forex เป็นที่น่าจับตามองของนักลงทุน และนักเทรดที่ต้องการเข้ามาทำกำไรเลยทีเดียว

ตลาด Forex ทำงานอย่างไร? เบื้องหลังที่ต้องรู้ถ้าต้องเทรด

ตลาด Forex ทำงานอย่างไร?

อย่างที่เรารู้กันว่าตลาด Forex นั้น ไม่มีศูนย์กลาง (Decentralized Market) การซื้อ – ขายเกิดขึ้นผ่านเครือข่ายออนไลน์ทั่วโลก โดยใช้ระบบที่เรียกว่า Over-the-Counter (OTC) หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ซื้อขายโดยตรง” ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยไม่ต้องมีตลาดกลางเหมือนหุ้น 

ซึ่งการจะเข้าใจว่าตลาด Forex ทำงานอย่างไร สิ่งแรกที่คุณต้องเข้าใจก่อนเลยคือ Over-the-Counter (OTC) คืออะไร ทำงานอย่างไร แล้วมีคำศัพท์อะไรบ้างที่คุณควรต้องรู้จักไว้

Over-the-Counter (OTC) คืออะไร

Over-the-Counter (OTC) หมายถึง ระบบการซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อ (Buyer) และผู้ขาย (Seller) ผ่านเครือข่ายออนไลน์ โดยไม่ต้องผ่านศูนย์กลาง การซื้อ – ขายในลักษณะนี้เกิดขึ้นระหว่างสถาบันการเงิน ธนาคาร บริษัทใหญ่ ๆ และนักลงทุนทั่วโลกผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยการซื้อ – ขายจะทำงานในลักษณะดังต่อไปนี้

  • ทุกครั้งที่เราสั่งซื้อคู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD ระบบจะจับคู่คำสั่งซื้อของเราเข้ากับคำสั่งขายของคนอื่นที่ต้องการขายในราคาเดียวกัน
  • คำสั่งซื้อเหล่านี้จะถูกจับคู่โดย โบรกเกอร์ (Broker) ที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ซึ่งโบรกเกอร์จะเป็นคนจัดหาคู่เงินให้กับนักลงทุน
  • เมื่อการจับคู่สำเร็จ การซื้อขายจะเกิดขึ้นทันที และนักลงทุนก็จะสามารถถือสถานะซื้อ (Buy) หรือขาย (Sell) ได้

ลองนึกภาพว่า นาย A ต้องการแลกเงินบาท (THB) เป็นดอลลาร์ (USD) ผ่านธนาคาร ธนาคารจะหาคนที่อยาก “ขาย” ดอลลาร์ในอัตราเดียวกับที่เขาต้องการซื้อ และเมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนคู่เงินกัน นี่คือการทำงานของระบบ OTC ในตลาด Forex นั่นเอง

คำศัพท์สำคัญที่ควรรู้ในตลาด Forex

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของตลาด Forex สิ่งสำคัญถัดไปคือการรู้จักคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยต่อไปนี้คือคำศัพท์สำคัญที่คุณควรต้องรู้ในตลาด Forex 

  1. Currency Pair (คู่สกุลเงิน)

คู่สกุลเงิน (Currency Pair) คือการจับคู่สกุลเงิน 2 สกุลมาวัดมูลค่าของกันและกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการซื้อขายในตลาด Forex การซื้อขายคู่สกุลเงินก็คือการ “ซื้อ” สกุลเงินหนึ่งพร้อมกับ “ขาย” อีกสกุลเงินหนึ่งในเวลาเดียวกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ EUR/USD

  • EUR (ยูโร) คือ สกุลเงินหลัก (Base Currency)
  • USD (ดอลลาร์สหรัฐ) คือ สกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency)

ในทางปฏิบัติ ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนของคู่เงิน EUR/USD = 1.1000 หมายความว่า 1 ยูโร มีมูลค่าเท่ากับ 1.10 ดอลลาร์สหรัฐ ถ้าคุณต้องการซื้อ 1 ยูโร คุณจะต้องจ่าย 1.10 ดอลลาร์

  1. Pip (จุด)

Pip คือหน่วยที่ใช้ในการวัดการเคลื่อนไหวของราคาสกุลเงินในตลาด Forex โดยเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาคู่เงินในตลาด สำหรับคู่สกุลเงินส่วนใหญ่ Pip จะนับที่ตำแหน่ง ทศนิยมที่ 4 ของราคา เช่น

  • ถ้าราคา EUR/USD เปลี่ยนจาก 1.1000 > 1.1001 แสดงว่าราคาเปลี่ยนไป 1 Pip
  • ถ้าราคาเปลี่ยนจาก 1.1000 > 1.1050 หมายความว่าราคาเปลี่ยนไป 50 Pips

แต่ในกรณีของคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับ เงินเยน (JPY) เช่น USD/JPY ราคาจะมีทศนิยมเพียง 2 ตำแหน่ง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงจาก 110.00 > 110.01 จะเท่ากับ 1 Pip

  1. Spread (สเปรด)

สเปรด คือ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask) ของสินทรัพย์ Spread ถือเป็นค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บเมื่อนักลงทุนทำการเปิดคำสั่งซื้อขาย โดย Spread ที่แคบแสดงถึงต้นทุนการซื้อ – ขายที่ต่ำลง และ Spread ที่กว้างแสดงถึงต้นทุนที่สูงขึ้น

  1. Leverage (เลเวอเรจ)

Leverage (เลเวอเรจ) คือ การขอยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ โดยใช้เงินทุนน้อยแต่สามารถเข้าเทรดในสินทรัพย์และคู่เงินที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น Leverage 1:100 หมายถึง ใช้เงิน 100 ดอลลาร์ ควบคุมเงินได้ถึง 10,000 ดอลลาร์

  1. Stop Loss (SL)

Stop Loss คือ คำสั่งที่ถูกตั้งค่าเพื่อปิดการซื้อขายอัตโนมัติเมื่อราคาสินทรัพย์ถึงจุดขาดทุนที่กำหนดไว้ เพื่อจำกัดการขาดทุนในกรณีที่ราคาของสินทรัพย์เคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง 

  1. Take Profit (TP)

Take Profit คือ คำสั่งที่ถูกตั้งค่าเพื่อปิดการซื้อขายอัตโนมัติเมื่อราคาสินทรัพย์ถึงจุดกำไรที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อรับประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาโดยไม่ต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง ซึ่ง Take Profit จะถูกใช้เพื่อการปิดกำไรตามเป้าหมายที่กำหนด

ข้อควรระวังเกี่ยวกับตลาด Forex

ข้อควรระวังเกี่ยวกับตลาด Forex

Forex อาจดูเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นเพราะมีโอกาสทำกำไรได้มากและรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็มี ความเสี่ยงสูงมากด้วยเช่นกัน นักลงทุนหรือกลุ่มคนที่สนใจมักมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป ยิ่งถ้าไม่รู้จักวางแผนหรือประเมินความเสี่ยงให้ดี ก็อาจหมดตัวได้ในพริบตา เพื่อป้องกันไม่ให้คุณต้องเสียใจภายหลัง มาดูกันว่า ข้อควรระวังในตลาด Forex มีอะไรบ้าง

  1. ตลาด Forex มีความผันผวนสูงมาก

หนึ่งในลักษณะที่โดดเด่นของตลาด Forex ก็คือ ความผันผวนสูง (High Volatility) ค่าเงินของแต่ละประเทศจะเปลี่ยนแปลงตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้เพราะตลาด Forex เปิดตลอดวันตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ ทำให้ราคามีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย เช่น ข่าวเศรษฐกิจสำคัญ (ประกาศตัวเลข GDP, การขึ้น-ลดดอกเบี้ย) หรือ เหตุการณ์ไม่คาดฝัน (วิกฤตเศรษฐกิจ, สงคราม)

  1. การเก็งกำไรค่าเงินอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

หลายคนมองว่า Forex คือ “ทางลัดรวยเร็ว” เพราะแค่ซื้อถูก-ขายแพง (ขายแพง – ซื้อถูก) ก็ทำกำไรได้แล้ว แต่ในความเป็นจริง การเก็งกำไรจากความเคลื่อนไหวของค่าเงินไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะ บางคนไม่วิเคราะห์ตลาดหรือปัจจัยพื้นฐานเลย เลือกเทรดตาม”ความรู้สึก” หรือ “เชื่อว่ามันจะขึ้น” ซึ่งไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีในตลาด Forex สักเท่าไร และยังเพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนจนพอร์ตแตกได้เลยทีเดียว

  1. แชร์ลูกโซ่ Forex (ระวังการหลอกลวง)

นี่คือ “กับดัก” ที่หลายคนตกหลุม เพราะบางคนอาจไม่รู้ว่าการลงทุนใน Forex ต้องทำเองผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น แต่กลับถูกชักชวนให้ “ฝากเงิน” กับมิจฉาชีพที่อ้างว่าเป็น “ผู้จัดการเงิน” หรือ “กองทุนเทรด Forex” ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็น แชร์ลูกโซ่ Forex

หลายคนอาจเคยเห็นในโซเชียลมีเดียที่มีคนมาชวนให้ลงทุนใน “กองทุน Forex” หรือ “Forex 3D” ที่มักโฆษณาว่าลงทุนเพียงแค่ 10,000 บาท จะได้กำไร 20% ทุกเดือน และไม่ต้องทำอะไรเลย ฟังดูดีใช่ไหม? แต่นั่นคือ แชร์ลูกโซ่ เพราะผลตอบแทนที่สูงเกินจริงนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ในโลก Forex เลย

  1. โบรกเกอร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ

แน่นอนว่าการจะเข้าถึงการเทรดคู่สกุลเงินหรือ Forex ได้ต้องผ่านโบรกเกอร์ก่อนเท่านั้น การเลือกโบรกเกอร์ที่ไม่ปลอดภัย อาจทำให้คุณไม่สามารถถอนเงินออกจากบัญชีได้ ซึ่งโบรกเกอร์เถื่อนบางรายจะปิดเว็บไซต์หนี หรือปิดระบบในช่วงที่ตลาดผันผวน และบางโบรกเกอร์ก็จะไม่ให้ถอนเงิน หรือสร้างข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ถอนเงินได้

เกร็ดความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับ Forex และชีวิตประจำวัน

หลายคนอาจคิดว่า “ตลาด Forex” เป็นเรื่องของนักลงทุนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดนี้แบบไม่รู้ตัวในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินออนไลน์ หรือการแลกเงินไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับการ “แลกเปลี่ยนสกุลเงิน” ที่อยู่เบื้องหลังของระบบ Forex ทั้งนั่น

  1. การชำระเงินออนไลน์ 

ในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ เพียงแค่จ่ายเงินผ่านแอปหรือบัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าจากต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมในตลาด Forex แล้วเหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น สมมติว่า นาย V ซื้อสินค้าจาก Amazon US โดยจ่ายเงินเป็นดอลลาร์ (USD) แต่บัตรเครดิตของคุณใช้เงินบาท (THB) ระบบชำระเงินจะทำการ “แลกเปลี่ยนสกุลเงิน” จากเงินบาท (THB) เป็นดอลลาร์สหรัฐ (USD) เพื่อชำระเงินให้กับร้านค้า ซึ่งในกระบวนการนี้เมื่อคุณกดจ่ายเงิน ระบบจะคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนแบบเรียลไทม์ โดยใช้อัตราจากตลาด Forex ในขณะนั้น

ซึ่งผู้ให้บริการบัตรเครดิต (Visa, Mastercard) จะคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อทำกำไร (คล้ายกับ Spread ในตลาด Forex)

  1. การท่องเที่ยว

อีกหนึ่งตัวอย่างชัดเจนที่เราสัมผัสได้โดยตรง คือ การแลกเงินไปเที่ยวต่างประเทศ ทุกครั้งที่คุณไปเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรป สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ “แลกเงิน” เช่น แลกเงินบาท (THB) เป็นเงินเยน (JPY) หรือยูโร (EUR) ซึ่งนี่แหละ คือกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับตลาด Forex ทั้งหมดด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น นาย A วางแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่น และต้องแลกเงินบาท (THB) เป็นเงินเยน (JPY) ถ้าอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้นคือ 1 บาท = 3.5 เยน ถ้าคุณมี 10,000 บาท ก็จะแลกได้ 35,000 เยน แต่ถ้าคุณรอแลกในวันถัดไป อัตราอาจเปลี่ยนเป็น 1 บาท = 3.4 เยน ซึ่งจะได้เยนน้อยลง 34,000 เยน

ซึ่งสาเหตุที่อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนไปทุกวัน ก็เพราะราคาในตลาด Forex เปลี่ยนแปลงตามอุปสงค์ – อุปทานของเงินสกุลนั้น ๆ นั่นเอง

แม้ว่าคุณจะไม่ได้ลงทุนหรือเทรดในตลาด Forex โดยตรง แต่ชีวิตประจำวันของคุณก็ยังเกี่ยวข้องกับ Forex อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นตอนที่คุณซื้อของจาก Amazon และจ่ายด้วยบัตรเครดิต หรือตอนที่คุณต้องแลกเงินไปเที่ยวต่างประเทศ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเงินบาท (THB) เป็นสกุลเงินอื่น นั่นคือคุณกำลังเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Forex แล้ว

บทสรุป

ถ้าให้สรุปง่าย ๆ เลย Forex คือ “ตลาดซื้อ – ขายแลกเปลี่ยนสกุลเงิน” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เปิดให้เทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ (เช่น ธนาคารกลาง ธนาคารพาณิชย์) หรือรายย่อย (นักลงทุน/เทรดเดอร์ทั่วไป)

การซื้อ – ขายในตลาด Forex จะเกิดขึ้นในรูปแบบของ คู่สกุลเงิน (Currency Pair) เช่น EUR/USD ซึ่งหมายถึงการซื้อเงินยูโร (EUR) พร้อมกับขายเงินดอลลาร์ (USD) โดยเป้าหมายของนักลงทุนคือการทำกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

แม้ตลาด Forex จะเต็มไปด้วยโอกาสทำกำไรสูง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ความเสี่ยงก็มากตามไปด้วย ดังนั้นการมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับตลาด Forex จึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการรู้ว่า Forex คืออะไร มันทำงานอย่างไร และข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนลงทุน

การเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของตลาด Forex จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ ว่า Forex เหมาะกับคุณหรือไม่ และคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้วการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง อาจให้ผลตอบแทนที่สูงก็จริง แต่หากขาดความรู้และการวางแผนที่ดี ก็อาจนำไปสู่การขาดทุนได้ด้วยเช่นกัน

ลงทะเบียนสัมมนา