EA Thailand เป็นโปรแกรมช่วยเทรดอัตโนมัติที่ออกมาเพื่อช่วยให้นักเทรดสามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถตั้งค่ากลยุทธ์การเทรดได้หลากหลาย เพื่อรองรับสไตล์การเทรดของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไม้ (ออเดอร์) ทั้งแบบ Martingale / Anti-Martinale ซึ่งทั้งนี้นอกจากระบบช่วยเทรดอัตโนมัติ และการแก้ไม้แล้ว ทาง EA Thailand ยังออกแบบระบบที่มาช่วยป้องกันความเสี่ยงขึ้นอีกขั้นด้วย ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “Hedging system”
ซึ่งในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับระบบ Hedging นี้กันว่ามันคืออะไร ทำงาน อย่างไร รวมไปถึงการตั้งค่าแบบไหนถึงจะได้ผลลัพธ์ และตอบโจทย์การเทรดของแต่ละคนมากที่สุด
Hedging system คืออะไร
Hedging system คือ ระบบ / ฟีเจอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการเทรดที่มากเกินไป (Overtrade) โดยมีหลักการสำคัญคือการ “ป้องกันความเสี่ยง” ซึ่งเกิดจากความผันผวนของตลาดที่ไม่อาจคาดเดาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งระบบนี้ทาง EA Thailand ใส่เข้ามาไว้เพื่อให้นักเทรดทุกคนป้องกันความเสี่ยงจากกลยุทธ์การเทรดได้มากขึ้น เพราะ EA Thailand ใช้การแก้ไม้แบบ Martingale / Anti-Martingale ที่มีความเสี่ยงจากการแก้ไม้ / ออเดอร์

Hedging system ทำงานอย่างไร?
การทำงานของ Hedging คือวิธีการป้องกันความเสี่ยงด้วยการเปิดออเดอร์ที่ตรงกันข้ามกับออเดอร์เดิม เช่น หากมีการเปิดออเดอร์ซื้อ (Buy) ก็จะเปิดออเดอร์ขาย (Sell) ในรูปแบบของ Hedging เพิ่มเข้ามา โดยตัวออเดอร์นี้จะใช้กลยุทธ์แบบ Anti-Martingale ที่เน้นการแก้ไม้แบบถูกทางเพื่อลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาในตลาด ซึ่งหากราคาวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม ออเดอร์ Hedging ก็ยังมีโอกาสทำกำไรได้เช่นกัน
ทั้งนี้การออกออเดอร์ของ Hedging จะเป็นไปตามการตั้งค่าของนักเทรดแต่ละคน โดย Hedging system ของทาง EA Thailnad จะทำงานได้ 2 แบบตามเงื่อนไขต่อไปนี้
Hedging Manual

Hedging Manual คือ คำสั่งการกดเพื่อใช้ Hedging กลยุทธ์ลดความเสี่ยงด้วยตัวเอง โดยสามารถเลือกขนาดของออเดอร์ (Lot Size) ที่จะเปิดในตำแหน่งตรงกันข้าม โดยอ้างอิงขนาดของออ เดอร์ (Lot Size) ทั้งหมดที่เปิดอยู่ ซึ่งมีให้เลือกจะมีตั้งแต่ 10% – 100% ของขนาดออเดอร์ทั้งหมดที่เปิดอยู่
Hedging Auto Trade

Hedging Auto Trade คือ ระบบอัตโนมัติที่จะทำให้ Hedging ทำงานเมื่อเข้ากำหนดเงื่อนไขที่ใส่ไว้ โดยกำหนดเงื่อนไขจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนก็คือ
- DD (%): จำนวนเปอร์เซ็นของค่า DD เมื่อถึงจุดที่กำหนด Hedging จะทำงานทันที
- Oder (ไม้): จำนวนออเดอร์ เมื่อเปิดออเดอร์ถึงจำนวนที่กำหนดไว้ Heging จะทำงานทันที
โดยขนาดของออเดอร์ Hedging สามารถกำหนดขนาดออเดอร์ (Lot size) ได้ตั้งแต่ 1-100% โดยอ้างอิงออเดอร์ทั้งหมดที่เปิดอยู่
แล้วตั้ง Hedging system แบบไหนได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

แน่นอนว่า Hedging system คือการเปิดออเดอร์ที่ตรงกันข้าม เพื่อถ่วงดุลการขาดทุนจากออเดอร์แรก แต่ถึงกระนั้นการใช้งาน Hedging ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพียงแค่กำหนดขนาดออเดอร์ (Lot Size) 1-100% เท่านั้น แต่ยังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของการทำงาน Hedging ใน Lot size ที่แตกต่างกันด้วย ว่าถ้าออกออเดอร์ Lot size ขนาดไหน จะรับมือสภาวะตลาดแบบไหนได้บ้าง
ซึ่งขนาดของ Lot Size ที่ใช้ใน Hedging เป็นอะไรที่สำคัญและส่งผลโดยตรงต่อการจัดการความเสี่ยงอย่างมาก หากเลือกขนาด Lot ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้พอร์ตการลงทุนเสี่ยงต่อการขาดทุนมากขึ้น หรืออาจทำให้การ Hedging ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ
1.Full Hedging (Lot Size 100%)
Full hedging จะมีลักษณะการทำงานคือ การเปิดออเดอร์ในทิศทางตรงกันข้ามโดยมีขนาดเท่ากัน 100% กับออเดอร์เดิม ตัวอย่างเช่น หากนักเทรดเปิดออเดอร์ Buy ทั้งหมด 1 Lot ระบบจะเปิดออเดอร์ Sell 1 Lot (ในทางตรงกันข้ามหากนักเทรดเปิดออเดอร์ Sell ทั้งหมด 1 Lot ระบบจะเปิดออเดอร์ Buy 1 Lot) เพื่อป้องกันการขาดทุนทั้งหมดทันที
สถานการณ์ที่เหมาะกับ Full Hedging
- เมื่อต้องการหยุดการขาดทุน
หากตลาดมีความผันผวนสูงและราคามีแนวโน้มเคลื่อนไหวรุนแรงในช่วงสั้น นักเทรดอาจไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาจะเคลื่อนไปในทิศทางใด ซึ่ง Full Hedging จะช่วย “หยุดการขาดทุน” ในทันที เพราะออเดอร์ Sell ที่เปิดขึ้นมาจะช่วยชดเชยความเสียหายที่เกิดจากออเดอร์ Buy (ในทางตรงกันข้ามออเดอร์ Buy ที่เปิดจาก Hedging จะมาช่วยชดเชยความเสียหายที่เกิดจาออเดอร์ Sell ที่เปิดไว้ในตอนแรก) - เมื่อมั่นใจว่าตลาดวิ่งสวนทางกับทิศทางที่คาดไว้
หากนักเทรดมั่นใจว่าตลาดจะวิ่งสวนทางไปในทิศทางที่ไม่ต้องการ เช่น เปิดออเดอร์ Buy แล้วราคากลับลดลงไปเรื่อย ๆ นักเทรดอาจตัดสินใจเปิดออเดอร์ Sell เพื่อป้องกันการขาดทุน
ซึ่งหากนักเทรดวางแผนได้ดี อาจสามารถปิดออเดอร์ Sell ได้ในช่วงที่ตลาดวิ่งลงแรง ๆ และปล่อยให้กำไรจากออเดอร์ Sell มาทดแทนส่วนที่ขาดทุนของออเดอร์ Buy แทนได้
ข้อดีของ Full Hedging: ลดการขาดทุนได้ทันทีเพราะ Full Hedging ช่วยหยุดการขาดทุนได้ทันทีที่เปิดออเดอร์ในทิศทางตรงกันข้าม (แต่ต้องระวังเรื่องระยะการแก้ไม้ด้วย)
ข้อเสียของ Full Hedging: ไม่สามารถทำกำไรได้ในทันที เนื่องจากต้องรอให้กราฟวิ่งไปทางตรงกันข้ามไปในระดับหนึ่งก่อน และในกรณีที่เปิดออเดอร์ Hedging แล้ว กราฟราคากลับมายังทิศทางแรก อาจจะทำให้ออเดอร์ค้างและปิดไม่ได้ เพราะการขาดทุนจะหยุดที่เท่าเดิม
2.Partial Hedging (Lot Size 50-99%)
Partial Hedging มีลักษณะการทำงานคือ การเปิดออเดอร์ในทิศทางตรงกันข้ามกับออเดอร์เดิม แต่มีขนาด (Lot Size) ที่เล็กกว่า 100% ของออเดอร์เดิม โดยมีช่วงขนาดระหว่าง 50-99% ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้บางส่วน และยังเปิดโอกาสให้นักเทรดสามารถทำกำไรได้จากออเดอร์เดิม
ตัวอย่างเช่น หากนักเทรดเปิดออเดอร์ Buy ทั้งหมด 1 Lot ระบบจะเปิดออเดอร์ Sell 0.5-0.99 Lot (ในทางตรงกันข้ามหากนักเทรดเปิดออเดอร์ Sell ทั้งหมด 1 Lot ระบบจะเปิดออเดอร์ Buy 0.5-0.99 Lot)
สถานการณ์ที่เหมาะกับ Partial Hedging
- เมื่อมั่นใจว่าราคาจะวิ่งสวนทาง
ในบางสถานการณ์ นักเทรดอาจคาดการณ์ได้ว่าราคาตลาดจะวิ่งสวนทางกับออเดอร์แรกที่เปิดไว้ แต่แทนที่จะปิดออเดอร์เดิมเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน นักเทรดอาจเลือกใช้กลยุทธ์ Partial Hedging เพื่อป้องกันความเสี่ยงในขณะเดียวกันยังคง “เผื่อโอกาส” ในการทำกำไรจากออเดอร์ Hedging - เมื่อต้องการลดความเสี่ยงบางส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้พอร์ตขาดทุนจนมากเกินไป
เมื่อต้องการลดการขาดทุนบางส่วนไว้ และต้องการให้ออเดอร์ยื้อต่อไปได้ในระดับหนึ่ง โดยไม่ให้พอร์ตการลงทุนมีความเสี่ยงมากจนเกินไป เพราะหากเปิดออเดอร์ Hedging ในขนาดที่เล็กเกินไป จะไม่สามารถมาหักลบในส่วนที่ขาดทุนไปในออเดอร์แรกที่เปิดไว้ได้
ข้อดีของ Partial Hedging: ยังคงมีโอกาสทำกำไรหากราคาเคลื่อนไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับออเดอร์แรกที่เปิด แต่อาจต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการปิดออเดอร์ทั้งหมดเพื่อทำกำไรตามที่กำหนดไว้ เพราะต้องหักลบการขาดทุนจากออเดอร์แรกที่เปิด
ข้อเสียของ Partial Hedging: อาจขาดทุนบางส่วนหากตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ และเก็บทำกำไรได้ยากขึ้นเมื่อกราฟราคากลับมายังทิศทางที่คาดหวังไว้ เพราะออเดอร์ Hedging จะขาดทุนได้มากกว่า (ในกรณีที่แก้ไม้ไปในระยะหนึ่ง) และมาหักลบกำไรจากออเดอร์แรกที่เปิดไว้
3.Mini Hedging (Lot Size น้อยกว่า 50%)
Mini Hedging มีลักษณะการทำงานคือ การเปิดออเดอร์ในทิศทางตรงกันข้ามในขนาดที่น้อยกว่า 50% ของออเดอร์เดิม ตัวอย่างเช่น หากนักเทรดมีออเดอร์ Buy ทั้งหมด 1 Lot ระบบจะเปิดออเดอร์ Sell 0.01-0.49 Lot (ตามสัดส่วนเปอร์เซ็น) เพื่อป้องกันความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย
จุดประสงค์หลักของ Mini Hedging คือการ “ลดความเสี่ยงเพียงบางส่วน” ในขณะที่ยังคงเปิดโอกาสให้ออเดอร์หลักสามารถทำกำไรได้หากตลาดกลับมาทางที่คาดหวัง วิธีนี้เหมาะกับนักเทรดที่ยังมีความมั่นใจในทิศทางของตลาด แต่ต้องการลดความเสี่ยงเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัย
สถานการณ์ที่เหมาะของ Mini Hedging
- เมื่อตลาดมีแนวโน้มไปในทิศทางที่คาดหวัง แต่ต้องการลดความเสี่ยงเล็กน้อย
หากนักเทรดเปิดออเดอร์ Buy หรือ Sell และมั่นใจว่าตลาดจะเคลื่อนไปในทิศทางที่คาดหวัง แต่ต้องการลดความเสี่ยงเล็กน้อย นักเทรดอาจใช้ Mini Hedging เพื่อ “เผื่อความปลอดภัย” ในกรณีที่ตลาดเคลื่อนผิดทิศทางชั่วคราว - เมื่อต้องการลดความเสี่ยงเพียงบางส่วน แต่ยังต้องการทำกำไรจากออเดอร์แรก
ในบางครั้ง นักเทรดอาจไม่ต้องการป้องกันความเสี่ยงทั้งหมดแบบ Full Hedging เพราะอาจทำให้โอกาสทำกำไรหายไป Mini Hedging จะช่วยให้นักเทรดยังคงมีโอกาสทำกำไรจากออเดอร์เดิมได้ ขณะเดียวกันก็ลดความเสี่ยงจากการขาดทุนบางส่วน ในกรณีที่กราฟราคาเคลื่อนที่ผิดทาง
ข้อดีของ Mini Hedging: ออเดอร์ Hedging เปิดรับความเสี่ยงได้เล็กน้อยหากตลาดเคลื่อนที่ผิดทิศทาง และยังคงให้ออเดอร์แรกมีโอกาสทำกำไรได้อยู่
ข้อเสียของ Mini Hedging: การป้องกันความเสี่ยงอาจไม่เพียงพอหากตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางที่ผิดคาด เพราะออเดอร์ Hedging มีขนาดที่เล็กเกินไป จนไม่สามารถรองรับกับขาดทุนจากออเดอร์แรกได้
ข้อควรระวังในการใช้งาน Hedging system ใน EA Thailand
การใช้งาน Hedging System ผ่าน EA Thailand มีข้อดีหลายประการ เช่น การลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และการจัดการออเดอร์ได้หลากหลายมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การใช้งาน Hedging System ก็มีข้อควรระวังสำคัญที่นักเทรดต้องรู้และเข้าใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดที่อาจทำให้พอร์ตการลงทุนเสียหาย
ควรกำหนดค่า TP (USD) หรือ TP (%) แทน เพื่อทำการรอรวบออเดอร์ทั้ง 2 ฝั่ง เพราะหากไม่ตั้งค่า TP ออเดอร์จะไม่มีการปิดยอดรวมแต่อย่างใด
- ควรกำหนดค่า TP (USD) หรือ TP (%) แทน เพื่อทำการรอรวบออเดอร์ทั้ง 2 ฝั่ง เพราะหากไม่ตั้งค่า TP ออเดอร์จะไม่มีการปิดยอดรวมแต่อย่างใด
- เมื่อ Hedging ทำงานแล้ว ระบบ Trailing Stop จะหยุดทำงานทันที
- หากนักเทรดมี ออเดอร์ Buy และ Sell เปิดอยู่พร้อมกัน ระบบ Hedging ใน EA จะไม่เริ่มต้นการป้องกันความเสี่ยงให้โดยอัตโนมัติ
- เมื่อระบบ Hedging ทำงาน การจัดการออเดอร์จะไม่เป็นไปตามลำดับที่กำหนดไว้ใน Order Group Step แต่จะทำการแก้ไม้ตามหน้า Dashboard ของ EA Thailand

ข้อคิดเล็กน้อยเกี่ยวกับการใช้งาน Hedging system
แม้ว่า Hedging System จะถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนและปกป้องพอร์ตจากความผันผวนของตลาด แต่ในความเป็นจริง การใช้งาน Hedging อย่างไม่รอบคอบอาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ส่งผลเสียร้ายแรงได้เช่นกัน
การใช้งาน Hedging ไม่ได้หมายความว่าพอร์ตจะปลอดภัยเสมอไป หากขาดความรู้ความเข้าใจในกลไกการทำงานของระบบ โดยเฉพาะการใช้ EA Thailand ซึ่งเป็นระบบเทรดอัตโนมัติ นักเทรดควรศึกษาการทำงานของ EA ให้รอบด้าน เช่น การจัดการออเดอร์ Buy/Sell, การตั้งค่า Take Profit (TP) และการทำงานของฟังก์ชัน Hedging ในสถานการณ์ต่าง ๆ
หากใช้งานอย่างไม่ระมัดระวัง ระบบ Hedging อาจไม่เพียงแต่ “ล็อกความเสี่ยง” แต่ยัง “ล็อกการขาดทุน” ไปด้วย หากไม่วางแผนการปิดออเดอร์อย่างรอบคอบ พอร์ตของนักเทรดอาจแบกรับภาระมากขึ้นได้ ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น นักเทรดจึงต้องรู้จักและเข้าใจข้อควรระวังเหล่านี้ด้วย
- เข้าใจระบบการทำงานของ EA อย่างละเอียด: ควรเรียนรู้การทำงานของ EA Thailand ให้ถ่องแท้ ว่ามีการทำงานยังไง และลำดับการทำงานอย่างไร โดยเฉพาะฟังก์ชันการเปิดออเดอร์ Hedging การตั้งค่า TP และเงื่อนไขการทำงานของระบบต่าง ๆ
- ไม่ใช่ทุกสถานการณ์ที่ต้องใช้ Hedging: บางครั้ง การปิดออเดอร์อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการทำ Hedging เพราะการเปิดออเดอร์ Hedging ที่ผิดจังหวะอาจทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นได้แทนที่จะลดความเสี่ยง
บทสรุป
Hedging System คือ ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการแก้ไม้ (หรือการจัดการออเดอร์) ของโปรแกรมเทรดอัตโนมัติอย่าง EA Thailand เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเทรด เนื่องจากการแก้ไม้เพียงอย่างเดียว แม้จะเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงทั้งหมดได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาระบบ Hedging ขึ้นมาเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการเทรดมากยิ่งขึ้น
แม้ Hedging System จะดูเหมือนเป็นตัวช่วยที่ดี แต่การใช้งานให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับหลักการเทรด การวางออเดอร์ และการจัดการไม้ที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องเข้าใจถึงหลักการทำงานของระบบ Hedging เองด้วย เพราะหากใช้ไม่ถูกวิธี ระบบที่ตั้งใจจะมาช่วยลดความเสี่ยง อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ส่งผลเสียต่อการเทรดแทนได้
ซึ่งแน่นอนว่าตลาดการเงินนั้นไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ทุกวินาที และไม่มีใครสามารถคาดเดาได้แม่นยำ 100% ซึ่งหมายความว่า ไม่มีวิธีการ Hedging ใดที่สามารถใช้ได้ผลในทุกสถานการณ์ การเลือกใช้กลยุทธ์ Hedging แบบหนึ่ง อาจได้ผลดีในบางสถานการณ์ แต่อาจไม่เหมาะกับสถานการณ์อื่น ดังนั้นผู้เทรดต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนและยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน เพราะไม่มีการเทรดใด ที่ไร้ซึ่งความเสี่ยง