Spread คืออะไร? กับวิธีเลือกโบรกเกอร์ที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด

Spread คืออะไร? กับวิธีเลือกโบรกเกอร์ที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด
สารบัญ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจในการเทรด Forex หรือเพิ่งเริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับการเทรดและการลงทุน คุณคงเคยได้ยินคำว่า “Spread” (สเปรด) ผ่านหูมาบ้างแน่ ๆ ซึ่งหลาย ๆ คนมักให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์กราฟราคา เทคนิคการเทรด และกลยุทธ์ต่าง ๆ จนบางครั้งมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ แต่สำคัญมากอย่าง “สเปรด” ไป ซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีผลต่อการทำกำไรจากการเทรดกับคุณมากกว่าที่คิด การเทรด Forex ไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อ – ขายคู่สกุลเงินอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยงและต้นทุน ซึ่งสเปรดนี่และคือต้นทุนที่สำคัญที่ซ่อนอยู่ในทุก ๆ ออเดอร์ที่คุณเปิด

โดยในบทความครั้งนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ Spread (สเปรด) กันว่ามันคืออะไร มีบทบาทสำคัญยังไงในการเทรด และที่สำคัญที่สุดคือเคล็ดลับในการเลือกโบรกเกอร์ Forex ที่ให้ข้อเสนอที่คุ้มที่สุด เพื่อให้คุณก้าวสู่การเป็นเทรดเดอร์ที่มีความพร้อมในตลาดจริงได้อย่างมั่นใจ

Spread คืออะไร?

Spread คืออะไร?

Spread (สเปรด) คือ ส่วนต่างระหว่างซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask) ของสินทรัพย์ในตลาดการเงิน ซึ่งส่วนต่างนี้เป็นต้นทุนที่คุณต้องจ่ายทุกครั้งที่ทำการเปิดออเดอร์

ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณกำลังเทรดคู่เงิน EUR/USD และทางโบรกเกอร์ A คิดค่า Spread 30 และได้ราคาดังนี้

  • ราคาซื้อ (Bid) = 1.1000
  • ราคาขาย (Ask) = 1.1030

ซึ่งหากคุณเปิดออเดอร์ซื้อ (Buy) ที่ราคา 1.1030 ทันทีที่เปิดออเดอร์ คุณจะเริ่มต้นด้วยการขาดทุน 30 Pips ซึ่งหมายความว่าราคาตลาดต้องเพิ่มขึ้นมาหรือขยับขึ้นมายังราคา 1.1030 (หรือ 1.1031 ขึ้นไป) เพื่อเริ่มเข้าสู่จุดที่คุณทำกำไรได้

ทำไมถึงต้องรู้จัก Spread ในการเทรด

ไม่ว่าจะการเทรดในตลาด Forex หรือตลาดการเงินไหน ๆ ค่าสเปรด (Spread) เป็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งหลายคนมักมองข้ามสิ่งนี้ไป แต่หารู้ไม่ว่ามันส่งผลกับกำไรและต้นทุนในการเทรดของคุณทุกครั้ง

ให้นึกภาพง่าย ๆ เลยว่าคุณเปิดออเดอร์ซื้อ (Buy) ในคู่สกุลเงิน EUR/USD ถ้าค่าสเปรดอยู่ที่ 35 ทันทีที่คำสั่งซื้อของคุณเริ่มทำงาน คุณจะต้องเริ่มจากการขาดทุนในออเดอร์นั้นทันที 35 Pips เท่ากับว่า ราคาของสินทรัพย์นั้นต้องขยับไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์อย่างน้อย 35 Pips คุณถึงจะเข้าจุดคุ้มทุน และเริ่มทำกำไรได้นั้นเอง เรียกว่าค่าสเปรด (Spread) ยิ่งมีมากเท่าไร ยิ่งทำให้การเปิดออเดอร์ในแต่ละครั้งต้องขาดทุนมากเท่านั้น

การเข้าใจสเปรดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดได้มากขึ้น ทั้งการเลือกโบรกเกอร์ที่มีต้นทุนเหมาะสมกับสไตล์การเทรด หรือหลีกเลี่ยงการเสียต้นทุนโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะกับนักเทรดแบบระยะสั้น (Scalping) ที่ต้องเน้นการเปิด – ปิดออเดอร์บ่อย ๆ เพื่อทำกำไรอย่างรวดเร็ว ยิ่งค่าสเปรดต่ำเท่าไรจะยิ่งช่วยให้คุณประหยัดและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการรู้จัก สเปรด (Spread) ไม่ใช่แค่การรู้ไว้ไม่เสียหายเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานและจุดเริ่มต้นที่ดีในการเทรด ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการเทรดของแต่ละคน

ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ใน Spread กับสิ่งที่นักเทรดมือใหม่ต้องรู้

ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ใน Spread กับสิ่งที่นักเทรดมือใหม่ต้องรู้

ในตลาด Forex หรือตลาดการเงินอื่น ๆ โบรกเกอร์จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการให้คุณเข้าเทรด และเปิดออเดอร์ซื้อ – ขาย ระหว่างคุณกับตลาด ซึ่งสิ่งนี้โบรกเกอร์ไม่ได้ทำให้ฟรีแต่อย่างใด การเรียกเก็บค่าสเปรด (Spread) จึงเป็นเหมือนค่าบริการที่โบรกเกอร์ใช้เป็นรายได้ของพวกเขา ซึ่งให้เข้าใจง่าย ๆ เลย ค่าสเปรดคือค่าธรรมเนียมที่คุณจ่ายทุกครั้งที่ทำการเปิดออเดอร์ เพื่อเป็นรายได้ให้กับทางโบรกเกอร์นั่นเอง นอกจากนี้สิ่งที่นักเทรดมือใหม่ควรรู้ไว้มีดังนี้

  1. Spread คือต้นทุนที่เลี่ยงไม่ได้ – ไม่ว่าคุณจะเทรดในตลาดการเงินใด ๆ คุณต้องเสียค่าสเปรดให้กับโบรกเกอร์เสมอ ไม่มีโบรกเกอร์ใดที่ให้ค่าสเปรดฟรี มีแค่มากหรือน้อยเท่านั้น ดังนั้นการเลือกโบรกเกอร์ที่มีค่าสเปรดต่ำจะช่วยลดต้นุทนการเทรดได้
  2. Spread ส่งผลต่อการทำกำไรเสมอ – โดยเฉพาะกับเทรดเดอร์ระยะสั้น (Scalper) ที่เน้นการเปิด – ปิดออเดอร์บ่อย ๆ หากค่าสเปรดสูงเกินไป ต้นทุนนี้อาจจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำกำไรได้
  3. Spread เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพตลาด – ในตลาดที่มีสภาวะผันผวนสูงอย่าง Forex ค่าสเปรดอาจมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น – ลดลงได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้เทรดจึงควรดูว่าค่าสเปรดที่ทางโบรกเกอร์แต่ละที่กำหนดนั้นเป็นค่าคงที่ หรือแบบปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

การเข้าใจว่าสเปรดคืออะไร ทำไมคุณต้องเสียค่าสเปรดทุกครั้งในการเทรด จะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดได้ดีขึ้น แต่อย่าลืมว่าค่าสเปรดสำหรับบางคนอาจจะดูเล็กน้อย ถ้าสะสมกันหลาย ๆ ออเดอร์ ต้นทุนนี้อาจส่งผลอย่างมากต่อกำไรในระยะยาวได้เช่นกัน

เคล็ดลับการเลือกโบรกเกอร์ที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด

เคล็ดลับการเลือกโบรกเกอร์ที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด

โบรกเกอร์เป็นเหมือนดั่งประตูที่เปิดให้นักเทรดได้เข้าสู่วงการเทรด ซึ่งแน่นอนว่าการเลือกโบรกเกอร์เป็นก้าวแรกที่สำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักเทรดมือใหม่ การเลือกโบรกเกอร์ที่ให้ข้อเสนอและตอบโจทย์การเทรดได้ จะทำให้คุณมีประสบการณ์การเทรดที่ราบรื่น ดังนั้นมาลองดูเคล็ดลับที่ควรดูและรู้ก่อนเลือกโบรกเกอร์กันเลยดีกว่า

  1. Spread ต่ำ
    อย่างที่เรารู้กันดีว่า สเปรด (Spread) คือต้นทุนสำคัญที่ไม่ว่ายังไงคุณก็ต้องเจอในการเทรด หรือทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ยิ่งสเปรดต่ำเท่าไร ต้นทุนก็ยิ่งลดลงเท่านั้น โบรกเกอร์ที่ให้ค่าสเปรดที่ต่ำ จึงเหมาะสำหรับนักเทรดทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทรดเดอร์ระยะสั้น (Scalper)
    เคล็ดลับ : ควรเลือกโบรกเกอร์ที่ให้ค่าสเปรดที่ต่ำ และคงที่ ไม่มีการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาสำคัญ เช่น ช่วงตลาดผันผวน หรือข่าวเศรษฐกิจต่าง ๆ
  2. ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการเทรด
    นอกจากค่าสเปรดที่ต้องกังวลแล้ว โบรกเกอร์บางเจ้าจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพิ่มเติมในการเทรด เช่น ค่าคอมมิชขัน หรือค่าธรรมเนียมการฝาก – ถอนเงิน ดังนั้นผู้เทรดจึงควรต้องตรวจสอบรายละเอียดเหล่านี้ให้ชัดเจนก่อนเปิดบัญชี เพื่อไม่ให้คุณเสียเงินในส่วนที่ไม่จำเป็น
    เคล็ดลับ : ควรเลือกโบรกเกอร์ที่ไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมแอบแฝงแต่อย่างใด หรือถ้ามีค่าธรรมเนียมจริง ๆ ก็ควรต้องสมเหตุสมผล ซึ่งควรติดต่อสอบกับทางโบรกเกอร์และให้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดให้ชัดเจนก่อนเสมอ
  3. ความน่าเชื่อถือ
    โบรกเกอร์ที่ดีและเลือกใช้งาน ต้องมีความน่าเชื่อถือและได้รับการรับรองหรือกำกับดูแลจากหน่วยงานทางการเงินที่มีชื่อเสียงด้วย เพราะหน่วยงานเหล่านี้จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าทางโบรกเกอร์จะไม่มีการเอาเปรียบผู้เทรดแต่อย่างใด
    เคล็ดลับ : ควรตรวจสอบใบอนุญาต หรือรีวิวจากผู้ใช้งานจริงก่อนเสมอ ก่อนเลือกใช้บริการโบรกเกอร์
  4. การใช้งานในแพลตฟอร์ม
    แพลตฟอร์มเทรดเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คุณเข้าถึงการซื้อ – ขายสินทรัพย์ในตลาด โบรกเกอร์ที่ดีควรต้องมีแพลตฟอร์มใช้งานง่าย เสถียร และมีเครื่องมือวิเคราะห์ (Indicator) ที่ครบครัน เช่น MetaTrader 4 (MT4) หรือ MetaTrader 5 (MT5) นอกจากนี้ ความเร็วในการส่งคำสั่งก็สำคัญมากเช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่เจอตลาดมีการเคลื่อนไหวหรือผันผวนรวดเร็ว
    เคล็ดลับ : คุณควรเริ่มต้นทดลองผ่านบัญชี Demo เพื่อดูว่าแพลตฟอร์มการเทรดของโบรกเกอร์เหมาะ หรือตอบโจทย์การเทรดของคุณหรือไม่
  5. บริการด้านลูกค้า
    ไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดไปกว่าการมีปัญหาระหว่างการเทรดแล้วติดต่อโบรกเกอร์ไม่ได้ โบรกเกอร์ที่ดีควรมีบริการลูกค้าที่ตอบโจทย์รวดเร็ว ให้ข้อมูลชัดเจน และสามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะถ้าคุณเทรดอยู่ในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง อย่าง Forex
    เคล็ดลับ : ตรวจสอบช่องทางการติดต่อทั้งหมดของทางโบรกเกอร์ เช่น Email, Chat หรือ Call Center ว่ารองรับกับภาษาที่คุณใช้ไหม ตอบรับได้รวดเร็วและให้บริการในช่วงเวลาที่คุณสะดวกหรือไม่

แน่นอนว่าการเลือกโบรกเกอร์ที่ให้ข้อเสนอดีที่สุดต้องพิจารณามากกว่าแค่เรื่องค่าสเปรด (Spread) เพราะโบรกเกอร์ที่ดีควรมีค่าธรรมเนียมสมเหตุสมผล มีความน่าเชื่อถือ แพลตฟอร์มการเทรดใช้งานง่ายและมีบริการลูกค้าที่จริงใจ พร้อมดูแลช่วยเหลือเสมอ การเริ่มต้นด้วยการเลือกโบรกเกอร์อย่างรอบคอบจะช่วยให้คุณเทรดได้อย่างมั่นใจและมีโอกาสประสบความสำเร็จบนเส้นทางนี้ได้ในระยะยาว

บทสรุป อย่าดูเพียงแค่ Spread สิ่งสำคัญอื่น ๆ ที่ควรนึกถึงในการเทรด

หลาย ๆ คนที่เริ่มรู้จักหรือเข้าใจสเปรด (Spread) แล้ว มักจะมองหาแต่ค่าสเปรดที่ต่ำจากโบรกเกอร์ ซึ่งแม้ว่าสเปรดจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หลายคนใช้ในการเลือกโบรกเกอร์ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือ คุณภาพและความเหมาะสมในการเทรดของคุณในภาพรวม เช่น โบรกเกอร์มีระบบการส่งคำสั่งที่รวดเร็วและแม่นยำพอไหม? หรือในช่วงเวลาตลาดผันผวน มีปัญหาเรื่องราคาที่คลาดเคลื่อนบ่อยหรือเปล่า? สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่ต้นทุนที่เห็นชัดแบบสเปรด แต่กลับส่งผลกระทบต่อการเทรดมากกว่าที่คิดเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีอีกจุดหนึ่งที่มักถูกมองข้ามเลยคือ บริการเสริมเพิ่มเติม เช่น เครื่องมือวิเคราะห์ (Indicator) ที่หลากหลาย, แหล่งข้อมูลที่ช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับการเทรด หรือโปรโมชั่นที่ช่วยสนับสนุนการเทรดของคุณ หากโบรกเกอร์มีฟีเจอร์พิเศษที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของแต่ละคน เช่น VPS ฟรีสำหรับการเทรดอัตโนมัติ หรือการแจ้งเตือนข่าวเศรษฐกิจเพื่อวิเคราะห์ตลาดรายวัน ก็อาจทำให้ประสบการณ์การเทรดของคุณดียิ่งขึ้นได้เหมือนกัน การมองภาพรวมและคำนึงถึงสิ่งที่เสริมประโยชน์ได้จริง จะช่วยให้คุณเลือกโบรกเกอร์ที่ตอบโจทย์ได้มากกว่าแค่ตัวเลขของค่าสเปรด

ลงทะเบียนสัมมนา