นักลงทุนหลาย ๆ คนเชื่อว่า “พอร์ตที่ให้กำไรมากที่สุด คือพอร์ตที่ดีที่สุด” เพราะเป้าหมายหลักในการเทรดมักจะมองหาแต่กำไรให้ได้เยอะ ๆ แต่ถ้ามองในมุมมองของนักลงทุนระดับโลก จะรู้เลยว่าความจริงแล้ว “พอร์ตที่บริหารความเสี่ยงได้ดีที่สุด” ต่างหากที่ยั่งยืนกว่า เพราะการได้กำไรครั้งเดียวแบบเยอะ ๆ ไม่สำคัญเท่ากับว่า “ระหว่างทางทนความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน” ซึ่งตัวที่ใช้วัดสิ่งนี้ได้ก็คือ Drawdown นั่นเอง ด้วยสิ่งนี้จะทำให้เห็นว่าพอร์ตเคยตกลงไปจุดต่ำสุดแค่ไหน ฟื้นกลับมาใช้เวลานานหรือไม่ และกลยุทธ์ที่ใช้รับมือกับตลาดในช่วงวิกฤตได้ดีแค่ไหน ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเป็นตัวเลขเล็ก ๆ ที่หลายคนไม่ค่อยสนใจกัน แล้วหันไปมองแต่กำไรจนไม่สนใจสิ่งใด การได้เข้าใจว่า Drawdown คืออะไร จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคเท่านั้น แต่คือพื้นฐานสำคัญในการเทรดและการลงทุนอีกด้วย
ซึ่งในบทความนี้ EA Thailand จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Drawdown ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นความหมาย ประเภท วิธีคำนวณคิดค่า ไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อประเมินคุณภาพของพอร์ตได้อย่างมืออาชีพ เพื่อให้คุณได้มองเห็นมุมที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยมอง แต่กลับเป็นจุดสำคัญที่จะพลิกผันชีวิตในการลงทุนให้เหนือกว่านักลงทุนแบบทั่วไป
Drawdown คืออะไร? กับค่า DD

Drawdown (DD) คือ “เปอร์เซ็นต์ (%) ของการขาดทุนสะสม” ที่เกิดขึ้นภายในบัญชีเทรด หรือพอร์ตลงทุน โดยมันจะวัดค่าจาก ความต่างระหว่างมูลค่าพอร์ตที่เคยสูงที่สุดกับมูลค่าที่ลดลงมาเหลือต่ำที่สุดในช่วงเวลานั้น เพื่อดูว่าพอร์ตของคุณเคยติดลบมากน้อยแค่ไหนในระหว่างทางที่ผ่านมา
ตัวเลข DD จึงกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่จะใช้ประเมิน “คุณภาพของกลยุทธ์” และ “ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง” เพราะถึงแม้พอร์ตจะกลับมาทำกำไรได้เยอะมากในภายหลัง แต่ถ้าระหว่างทางเคยติดลบขาดทุนแรงมาก นั่นอาจแปลได้ว่ากลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงสูง หรือบริหารได้ไม่ดีพอ ซึ่งในอนาคตถ้าเจอสภาวะแบบนั้นซ้ำอีกอาจจะทำให้พอร์ตขาดทุนหนักซ้ำได้ หรือถึงขั้นพอร์ตแตกได้เช่นกัน
โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนมืออาชีพมักตั้งเกณฑ์ “กรอบความปลอดภัย” ไว้ว่า Drawdown ไม่ควรเกิน 20-30% เพราะหากขาดทุนมากกว่านี้ การฟื้นตัวของพอร์ตจะยากขึ้นอย่างมาก หรือมองว่ากลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงมากเกินไป เช่น
- ขาดทุน 30% ต้องทำกำไรกลับมา 42% ถึงจะกลับมาจุดเดิม
- ถ้าขาดทุน 50% ก็จะกลายเป็นต้องทำกำไรให้ถึง 100% เพื่อคืนทุน
ซึ่งเป็นไปได้ยากมากในตลาดการเงินที่มีสภาวะและความผันผวนสูง ยิ่งถ้าค่า DD ต่ำลงไปถึงระดับนั้นแล้ว แสดงว่าพอร์ตของคุณเข้าขั้นวิกฤตจริง ๆ ให้พูดเข้าใจง่าย ๆ เลย หากค่า DD สูงเกินไป ย่อมเพิ่มโอกาสที่ “พอร์ตจะฟื้นไม่กลับ” หรืออาจหนักถึงขั้น “พอร์ตแตก” ได้เลยทีเดียว
ทำไม Drawdown ถึงสำคัญกว่าการดูผลตอบแทนรวม
หลายคนเวลาเริ่มลงทุนมักโฟกัสแค่ว่า “พอร์ตจบแล้วกำไรกี่เปอร์เซ็นต์” เช่น +20% หรือ +50% แล้วคิดว่าพอร์ตนี้หรือกลยุทธ์นี้ดีแน่นอน แต่ตัวเลขนั้นไม่เคยบอกว่า “คุณต้องผ่านอะไรมาบ้าง” ในระหว่างการลงทุน บางครั้งพอร์ตอาจจะจบด้วยกำไรจริง แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น มันอาจเคยติดลบ -30% หรือ -40% ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อเจอเลขติดลบตัวแดง มักทนไม่ไหวและขายทิ้งไปก่อน จนไม่ได้อยู่ถึงตอนที่มันกำไรได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นการดูเพียงแค่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราประเมินความเสี่ยงผิดพลาด และหลงเชื่อกลยุทธ์ที่ดูดีแบบทำกำไรได้ว้าว แต่จริง ๆ แล้วอันตรายก็ได้
ตรงจุดนี้เองที่ค่า Drawdown (DD) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะมันบอกว่า “พอร์ตเคยติดลบแค่ไหน” ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงจริงที่เคยเกิดขึ้นของพอร์ตระหว่างการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าค่า DD สูง ก็แปลได้ว่าพอร์ตเคยรับแรงกระแทกจากตลาดอย่างรุนแรง จนตัวเลขติดแดงและต้องใช้เวลาฟื้นตัวมากขึ้น ยิ่งค่า DD สูงเท่าไร โอกาสที่พอร์ตจะกลับมาเท่าจุดเดิมก็ยิ่งยาก เพราะเราต่างรู้ดีว่าในตลาดการเงินไม่ได้มีอะไรเป็นใจให้เราได้เสมอไป
ที่สำคัญคือค่า Drawdown ยังช่วยให้รู้ว่า “กลยุทธ์ในแต่ละแบบเหมาะกับตัวเองหรือไม่” เพราะนักลงทุนแต่ละคนก็มีระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น บางคนอาจพอทนขาดทุนลบได้ 10-20% แต่พอเจอสถานการณ์จริงที่พอร์ตมีค่า DD สูงถึง 40% ก็อาจจะเริ่มเสียสติ กระวนกระวายจนตัดสินใจผิดพลาดได้ ยิ่งถ้าใช้กลยุทธ์ที่มีค่า DD สูงเกิดขีดจำกัดของเราไปเรื่อย ๆ ต่อให้สุดท้ายถ้าตลาดกลับมาทางเราแล้วทำกำไรได้ แต่เราก็อาจเลิกกลางทางและพลาดโอกาสจากความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้น เพราะต่อให้กลยุทธ์ทำกำไรดีแค่ไหน แต่ถ้า DD สูงเกินที่เรารับได้ สุดท้ายเราก็ไม่สามารถทำตามแผนจนจบได้อยู่ดี
ประเภทของ Drawdown ที่นักลงทุนควรรู้
ค่า Drawdown ไม่ได้มีแค่แบบเดียว และแต่ละประเภทก็ให้ “มุมมองความเสี่ยงที่แตกต่างกัน” การเข้าใจทั้ง 3 ประเภทนี้จะช่วยให้คุณวิเคราะห์พอร์ตหรือกลยุทธ์การเทรดได้ลึกมากขึ้น ไม่หลงเชื่อแค่ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง โดยมาดูทีละแบบเพื่อทำความเข้าใจกันแบบง่าย ๆ ดังนี้
1. Absolute Drawdown
Absolute Drawdown คือ จำนวนเงินขาดทุนมากที่สุดเมื่อเทียบกับเงินทุนเริ่มต้น (initial deposit) พูดง่าย ๆ คือ พอร์ตของคุณเคยลดต่ำกว่าต้นทุนเริ่มต้นมากที่สุดเท่าไหร่
จุดเด่นของ DD แบบนี้คือ โฟกัสเฉพาะเงินต้น (initial deposit) ไม่สนใจว่าคุณเคยทำกำไรมาก่อนหรือไม่ เช่น คุณอาจเคยปั้นพอร์ตจาก 100,000 ไปเป็น 200,000 แล้วร่วงกลับมา 120,000 แม้จะขาดทุนจากยอดสูงสุดถึง 80,000 แต่ Absolute Drawdown จะนับจาก “ทุนตั้งต้น 100,000 เท่านั้น” ซึ่งแปลว่า คุณไม่ได้ขาดทุนจากเงินต้นเลย (DD = 0) เพราะพอร์ตยังอยู่เหนือจุดเริ่มต้น

ตัวอย่าง:
เริ่มต้นด้วยเงิน 100,000 บาท
พอร์ตลดลงต่ำสุดเหลือ 85,000 บาท
Absolute Drawdown = 15% [(100,000 – 85,000) ÷ 100]

2. Maximum Drawdown (MDD)
Maximum Drawdown (MDD) คือ ค่า % ขาดทุนที่มากที่สุด จากจุดสูงสุดของพอร์ต (Peak) ไปยังจุดต่ำสุดที่ตามมา (Trough) โดยไม่สนว่าเริ่มจากทุนเริ่มต้นเท่าไหร่ แต่มองจากจุดที่พอร์ตโตขึ้นไปเท่าไรแล้วลงมาเท่าไหร่ ซึ่งต่างจากการดู Absolute DD เพราะ MDD สนใจว่า “คุณเคยเสียจากยอดสูงสุดมากแค่ไหน” ไม่ใช่เริ่มด้วยทุนเท่าไร
MDD สำคัญเพราะมันสะท้อน “การขาดทุนที่มากที่สุด” ที่กลยุทธ์เคยสร้างไว้ หาก MDD สูงเกินไป แปลว่าพอร์ตเคยเจอวิกฤตหนักและต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน เช่น MDD 30% หมายความว่าพอร์ตเคยร่วงจากจุดสูงสุดลงมา 30% ซึ่งนักลงทุนมืออาชีพมักพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 20–30% เพราะถ้าเกินกว่านี้ พอร์ตก็มีความเสี่ยงฟื้นไม่กลับ หรือทำให้คนเทรดทนไม่ไหวและเลิกกลางทางได้ง่ายนั่นเอง

ตัวอย่าง:
พอร์ตขึ้นจาก 100k > 150k
จากนั้นลดลงเหลือ 105k
MDD = 30% [(150k – 105k) ÷ 150k × 100]

3. Relative Drawdown
Relative Drawdown คือ “เปอร์เซ็นต์ (%) การขาดทุน” ที่วัดจากยอดเงินในบัญชี (Balance หรือ Equity) ณ ขณะนั้น แล้วเปรียบเทียบว่าพอร์ตร่วงลงมาจากจุดที่สูงที่สุดในช่วงนั้นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยให้เห็นพฤติกรรมความเสี่ยงของพอร์ตแบบเรียลไทม์ ไม่ได้ดูแค่จากเงินต้นเหมือน Absolute DD และไม่ได้โฟกัสแค่จุดขาดทุนหนักที่สุดครั้งเดียวเหมือน MDD
ความสำคัญของ Relative Drawdown คือมันช่วยให้เราเข้าใจว่า “ระหว่างทางพอร์ตแกว่งแรงแค่ไหน” และในแต่ละช่วงพอร์ตมีความเสี่ยงมากหรือน้อยอย่างไร แม้ MDD จะบอกจุดขาดทุนหลักที่สุดในอดีต แต่ Relative Drawdown จะให้ภาพรวมว่าในช่วงอื่น ๆ พอร์ตมีการขึ้นลงอย่างไรบ้าง ทำให้เราประเมินได้ว่ากลยุทธ์มีความเสถียรหรือผันผวน และเหมาะกับความเสี่ยงที่เรารับไหวหรือไม่

ตัวอย่าง:
| ช่วงที่ 1 Peak = 110k MDD = 20k Relative Drawdown = 18% [(20k ÷ 110k) × 100] | ช่วงที่ 2 Peak = 120k MDD = 20k Relative Drawdown = 16% [(20k ÷ 120k) × 100] |

ตารางเปรียบเทียบ Drawdown แต่ละประเภท

Drawdown บอกอะไรเกี่ยวกับ “ความเสี่ยงของพอร์ต” ได้บ้าง?

เมื่อพูดถึงเรื่องความเสี่ยงของพอร์ตแล้ว หลายคนอาจคิดถึงแต่เรื่องแย่ ๆ หรือด้านลบ แต่จริง ๆ แล้วความเสี่ยงไม่ได้มีแค่ตัวเลขขาดทุนหรือติดตัวแดงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการแกว่งตัวของพอร์ต และระดับความทนไหวของพอร์ตนักลงทุนได้อีกด้วย ซึ่งค่า Drawdown (DD) ก็เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยเปิดเผยด้านลึกของความเสี่ยงได้มากขึ้น แบบที่ตัวเลขผลตอบแทนไม่สามารถบอกได้เลย ดังนั้นการเข้าใจว่าค่า DD บอกอะไรเกี่ยวกับพอร์ต จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวม และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น รู้ว่ากลยุทธ์ที่ใช้ปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ทนความผันผวนของตลาดได้หรือไม่ และเหมาะกับตัวเราจริงหรือเปล่า
- ความผันผวน (Volatility) vs Drawdown
Volatility คือ “การแกว่งขึ้น-ลงของราคา” หรือความผันผวนในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่าพอร์ตเคลื่อนไหวแรงหรือไม่ แต่สิ่งนี้กลับไม่ได้บอกว่าการแกว่งนั้นทำให้พอร์ตเสียหายมากน้อยแค่ไหน บางพอร์ตดูมีการเคลื่อนไหวแรง (Volatility ที่สูง) แต่ไม่เคยขาดทุนหนักเลย เพราะมีการควบคุมความเสี่ยงไว้เป็นอย่างดี แต่ในทางกลับกัน บางพอร์ตอาจดูนิ่ง (Volatility ต่ำ) แต่เกิดวิกฤตครั้งเดียวร่วงหนักจนฟื้นไม่กลับ แบบนี้ก็อันตรายเช่นกัน
ค่า Drawdown จึงเป็นเหมือนตัวช่วยเสริมให้เห็นภาพรวมได้สมบูรณ์มากกว่า เพราะมันไม่ได้ดูแค่ “การแกว่งหรือการเคลื่อนไหวของพอร์ต” แต่มองว่า “พอร์ตเคยลงลึกไปที่สุดเท่าไร” หรือ “ขาดทุนมามากน้อยแค่ไหน” ดังนั้น Volatility บอก “ความไม่นิ่ง” ส่วน Drawdown บอก “ระดับเสี่ยงผ่านตัวเลขขาดทุน” สองตัวนี้จึงต้องดูควบคู่กันเพื่อเข้าใจความเสี่ยงจริงของพอร์ต ไม่ใช่ดูตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว - Drawdown ช่วยประเมินความทนทานของพอร์ตได้
Drawdown ทำให้เรารู้ว่าในช่วงเวลาตลาดแย่ ๆ พอร์ตของคุณทนแรงกระแทกหรือความผันผวนตลาดได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าพอร์ตเคยขาดทุนและฟื้นกลับมาได้ใหม่เร็ว แปลว่ากลยุทธ์ที่เลือกใช้มีความยืดหยุ่น และบริหารความเสี่ยงได้ดี แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าพอร์ตขาดทุนเล็กน้อยแต่ใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัวได้ หรือไม่มีการฟื้นตัวเลย นั้นบ่งบอกว่ากลยุทธ์ของคุณเปราะบางและมีความเสี่ยงสูง ซึ่งไม่เหมาะกับตลาดการเงินที่มีความผันผวนอยู่เรื่อย ๆ
การดู Drawdown ยังช่วยให้เราเข้าใจ “Worst Case Scenario” หรือ “สถานการณ์แย่ที่สุดที่อาจเกิดขึ้น” ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสำคัญมากสำหรับการวางแผนลงทุนระยะยาว เพราะถ้าเรารู้ล่วงหน้าว่าพอร์ตอาจลดลงไปถึง 15% ก็สามารถเตรียมใจ รับมือ และวางแผนวางเงินให้เหมาะสมได้ ซึ่งจะแตกต่างจากการลงทุนแบบไม่รู้ว่าความเสี่ยงที่เมื่อเจอแล้วก็จะร้อนรนจนตัดสินใจผิดพลาดทำให้ขาดทุนย่อยยับแบบพอร์ตพังได้ - Drawdown สูงแปลว่า “พอร์ตอันตราย” จริงไหม?
ไม่เสมอไป เพราะ Drawdown ที่สูงหมายความว่า “พอร์ตเคยขาดทุนหนักในอดีต” ซึ่งอาจเกิดจากกลยุทธ์ที่เสี่ยงมาก, ใช้ Leverage สูง หรือไม่มีการควบคุมขนาด Lot size ในการเทรด อย่างไรก็ตามบางกลยุทธ์ที่มีค่า DD สูง ก็อาจให้ผลตอบแทนระยะยาวที่สูงหรือที่เรียกว่า “High Risk-High Return) ดังนั้นค่า DD ที่สูงไม่ได้แปลว่า “แย่เสมอไป” แต่แปลว่า “ต้องรับความเสี่ยงไหว”
สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า “เรารับความเสี่ยงและทนค่า Drawdown แบบนี้ได้ไหม” เพราะต่อให้กลยุทธ์จะดีมาก แต่ถ้าค่า DD สูงจนคุณทนไม่ไหวและเลิกกลางทางไป คุณก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ตามแบบแผนที่กลยุทธ์วางไว้จริง ๆ เพราะสุดท้ายแล้วพอร์ตและกลยุทธ์ที่ดีแต่ค่า DD สูงก็ใช่ว่าจะใช้กับเราได้เสมอไป ดังนั้นค่า DD จึงไม่ได้บอกแค่ว่าพอร์ตอันตรายจริงหรือไม่ แต่มันช่วยให้เราเลือกกลยุทธ์ที่เข้ากับตัวเองที่สุดต่างหาก
วิธีจัดการและลด Drawdown แบบมือใหม่

Drawdown เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในการลงทุน แต่สิ่งที่มืออาชีพทำได้ดีกว่ามือใหม่คือ พวกเขารู้จักวิธีควบคุมความเสี่ยงและไม่ให้ DD มีค่ามากเกินจุดที่ยอมรับได้ ซึ่งเทคนิคที่ทางเราจะแชร์เป็นสิ่งที่มือใหม่เองก็ทำได้ ถ้ารู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหนและประยุกต์ใช้อย่างไร ดังนั้นมาดูวิธีที่ใช้ได้จริงกันไปทีละข้อเลย
- การกระจายพอร์ต (Diversification)
การกระจายพอร์ตคือการไม่เอาเงินทุนทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์ตัวเดียว เพราะถ้าสินทรัพย์นั้นราคาร่วง พอร์ตก็จะร่วงหนักตามไปด้วย การกระจายไปยังหลายสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ต่างกัน เช่น หุ้น กองทุน ทองคำ พันธบัตร จะช่วยลดความเสี่ยงรวมของพอร์ตได้อย่างชัดเจน ถึงแม้บางตัวอาจจะขาดทุน แต่บางตัวอาจยังทำกำไรได้ ทำให้ความเสียหายโดยรวมไม่รุนแรง ยิ่งถ้าเมื่อหักลบกันแล้วยังได้กำไรก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
โดยสำหรับมือใหม่แล้ว การกระจายพอร์ตไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเสมอไป อาจจะเริ่มจาก 2-3 สินทรัพย์หลักที่มีความสัมพันธ์ต่างกัน หรือเลือกกองทุนรวม/ETF ที่กระจายให้เราอัตโนมัติ ด้วยวิธีนี้เองจะช่วยลด Drawdown ได้มาก เพราะไม่ปล่อยให้ความเสี่ยงของสินทรัพย์เดียวลากทั้งพอร์ตลงเหว - การตั้ง Stop Loss / Risk Management
Stop Loss เหมือนการยอมแพ้แบบมีแผน ก่อนที่ความเสียหายจะหนักเกินควบคุม การตั้ง Stop Loss คือการตั้งจุดปิดออเดอร์ เพื่อหยุดการขาดทุนตั้งแต่เนิ่น ๆ และป้องกันไม่ให้ Drawdown ลากยาวจนฟื้นได้ยาก สิ่งสำคัญคือการตั้ง Stop Loss ต้องอิงกับเหตุผล เช่น ระดับแนวรับ แนวต้าน หรือเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงขาดทุนที่ยอมรับได้ ไม่ใช่การตั้งแบบเดาสุ่มแต่อย่างใด
นอกจากการ Stop Loss แล้ว การจัดการความเสี่ยง (Risk Management) เช่น จำกัดการขาดทุนต่อวัน ไม่เทรดใน Lot size ที่ใหญ่เกินไปหรือไม่เทรดตอนอารมณ์ไม่ดี ก็ช่วยลดโอกาสขาดทุนได้เช่นกัน จำไว้ว่ามืออาชีพในโลกการลงทุน ไม่ได้ชนะบ่อยกว่าเสมอไป แต่เขาแพ้ทีละน้อย และเก็บกำไรกลับมาได้ต่างหากจึงอยู่รอดในระยะยาว - การบริหาร Position Size ให้เหมาะกับตัวเอง
Position Size คือ ขนาดเงินที่ใช้ในแต่ละออเดอร์ ถ้าคุณเปิดไม้ใหญ่เกินไป แม้ขาดทุนเล็กน้อยก็สร้างความเสียหายหนักให้พอร์ตได้ แต่ถ้าคุณแบ่งขนาดไม้ให้พอดี ความเสียหายจะถูกจำกัดโดยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น ใช้เงินไม่เกิน 1-2% ของพอร์ตต่อการเทรด 1 ครั้ง ต่อให้จะแพ้หลาย ๆ ครั้งติดกัน พอร์ตก็ยังไม่พัง
นี่คือเทคนิคที่มืออาชีพใช้ในการควบคุม Drawdown ตั้งแต่ก่อนเทรด ไม่ใช่ค่อยหาทางแก้ในตอนที่เกิดเรื่องไปแล้ว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมือใหม่มักจะสนใจแต่จุดเข้าที่คิดว่าทำกำไรได้แน่มากเกินไป จนลืมคิดว่าควรใช้เงินเท่าไรต่อไม้ ทั้งที่ขนาด Position มีผลต่อความอยู่รอดของพอร์ตมากกว่าเสียอีก - ปรับกลยุทธ์เชิงรุก vs เชิงรับ ให้เข้ากับตลาด
ตลาดบางช่วงเหมาะกับการเล่นเชิงรุก (Aggressive) เพื่อทำกำไรแบบรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น แต่บางช่วงตลาดอาจผันผวนหรือไม่ชัดเจน การเล่นเชิงรุกอาจสร้าง Drawdown สูงจนหมดพอร์ตได้ง่าย การรู้จักผ่อนเปลี่ยนมาสู่กลยุทธ์เชิงรับ (Defensive) เช่น ลดขนาดไม้ ลดความถี่ในการเทรด จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
มือใหม่ในวงการเทรดหรือลงทุนมักใช้ความรู้สึกอยากทำกำไรตลอดเวลามาเข้าร่วมเสมอ แต่มืออาชีพจะรู้ว่าบางช่วงต้องเน้นเอาตัวรอดมากกว่าหาเงิน การปรับโหมดและกลยุทธ์ให้เข้ากับตลาด คือกุญแจสำคัญในการลดค่า DD และรักษากำไรให้คงอยู่ได้เรื่อย ๆ
บทสรุป
การลงทุนหรือการเทรดไม่ใช่ทางตรงที่เดินแล้วขึ้นได้อย่างเดียวเสมอไป แต่เต็มไปด้วยช่วงทำกำไรที่ทำให้เราดีใจ และช่วงขาดทุนที่ทำให้เราใจหาย ซึ่งการขาดทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเรื่องธรรมดามากในตลาดการเงิน สิ่งที่อันตรายจริง ๆ ไม่ใช่แค่การติดลบ แค่คือการขาดทุนจนฟื้นไม่กลับหรือเจ็บหนักจนหมดใจเลิกเล่นไปก่อน นี่ต่างหากคือปัญหาที่ทำลายพอร์ตได้มากที่สุด
เพราะแบบนั้นการได้ทำความรู้จักและเข้าใจ Drawdown (DD) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เพราะมันช่วยบอกเราได้ว่าพอร์ตเคยเจ็บหนัก รับความเสี่ยงได้ในระดับใด และกลยุทธ์ที่ใช้ปลอดภัยพอที่จะเจอสถานการณ์ตลาดผันผวนในอนาคตหรือไม่ ซึ่งถ้าเรารู้จักและคุม DD ได้ ก็จะวางแผนได้ดีขึ้น เทรดด้วยความมั่นใจมากขึ้น และไม่ตื่นตระหนกในเวลาที่เจอตลาดผันผวนจนทำให้เลขติดลบ สุดท้ายแล้วเป้าหมายของการลงทุนไม่ใช่แค่การชนะเพื่อทำกำไรทุกครั้งเสมอไป แต่คือการไม่แพ้ครั้งใหญ่และอยู่ได้ในตลาดไปเรื่อย ๆ ซึ่ง DD ก็คือเครื่องมือที่จะช่วยให้เรารอด และอยู่ในเกมนี้ได้นานพอที่จะชนะในระยะยาว