รู้จัก Drawdown ตัวชี้วัดที่ช่วยให้คุณเข้าใจความเสี่ยงของพอร์ต

รู้จัก Drawdown ตัวชี้วัดที่ช่วยให้คุณเข้าใจความเสี่ยงของพอร์ต
สารบัญ

นักลงทุนหลาย ๆ คนเชื่อว่า “พอร์ตที่ให้กำไรมากที่สุด คือพอร์ตที่ดีที่สุด” เพราะเป้าหมายหลักในการเทรดมักจะมองหาแต่กำไรให้ได้เยอะ ๆ แต่ถ้ามองในมุมมองของนักลงทุนระดับโลก จะรู้เลยว่าความจริงแล้ว “พอร์ตที่บริหารความเสี่ยงได้ดีที่สุด” ต่างหากที่ยั่งยืนกว่า เพราะการได้กำไรครั้งเดียวแบบเยอะ ๆ ไม่สำคัญเท่ากับว่า “ระหว่างทางทนความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน” ซึ่งตัวที่ใช้วัดสิ่งนี้ได้ก็คือ Drawdown นั่นเอง ด้วยสิ่งนี้จะทำให้เห็นว่าพอร์ตเคยตกลงไปจุดต่ำสุดแค่ไหน ฟื้นกลับมาใช้เวลานานหรือไม่ และกลยุทธ์ที่ใช้รับมือกับตลาดในช่วงวิกฤตได้ดีแค่ไหน ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเป็นตัวเลขเล็ก ๆ ที่หลายคนไม่ค่อยสนใจกัน แล้วหันไปมองแต่กำไรจนไม่สนใจสิ่งใด การได้เข้าใจว่า Drawdown คืออะไร จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคเท่านั้น แต่คือพื้นฐานสำคัญในการเทรดและการลงทุนอีกด้วย

ซึ่งในบทความนี้ EA Thailand จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Drawdown ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นความหมาย ประเภท วิธีคำนวณคิดค่า ไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อประเมินคุณภาพของพอร์ตได้อย่างมืออาชีพ เพื่อให้คุณได้มองเห็นมุมที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยมอง แต่กลับเป็นจุดสำคัญที่จะพลิกผันชีวิตในการลงทุนให้เหนือกว่านักลงทุนแบบทั่วไป

Drawdown คืออะไร? กับค่า DD

Drawdown คืออะไร? กับค่า DD

Drawdown (DD) คือ “เปอร์เซ็นต์ (%) ของการขาดทุนสะสม” ที่เกิดขึ้นภายในบัญชีเทรด หรือพอร์ตลงทุน โดยมันจะวัดค่าจาก ความต่างระหว่างมูลค่าพอร์ตที่เคยสูงที่สุดกับมูลค่าที่ลดลงมาเหลือต่ำที่สุดในช่วงเวลานั้น เพื่อดูว่าพอร์ตของคุณเคยติดลบมากน้อยแค่ไหนในระหว่างทางที่ผ่านมา

ตัวเลข DD จึงกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่จะใช้ประเมิน “คุณภาพของกลยุทธ์” และ “ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง” เพราะถึงแม้พอร์ตจะกลับมาทำกำไรได้เยอะมากในภายหลัง แต่ถ้าระหว่างทางเคยติดลบขาดทุนแรงมาก นั่นอาจแปลได้ว่ากลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงสูง หรือบริหารได้ไม่ดีพอ ซึ่งในอนาคตถ้าเจอสภาวะแบบนั้นซ้ำอีกอาจจะทำให้พอร์ตขาดทุนหนักซ้ำได้ หรือถึงขั้นพอร์ตแตกได้เช่นกัน

โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนมืออาชีพมักตั้งเกณฑ์ “กรอบความปลอดภัย” ไว้ว่า Drawdown ไม่ควรเกิน 20-30% เพราะหากขาดทุนมากกว่านี้ การฟื้นตัวของพอร์ตจะยากขึ้นอย่างมาก หรือมองว่ากลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงมากเกินไป เช่น

  • ขาดทุน 30% ต้องทำกำไรกลับมา 42% ถึงจะกลับมาจุดเดิม
  • ถ้าขาดทุน 50% ก็จะกลายเป็นต้องทำกำไรให้ถึง 100% เพื่อคืนทุน

ซึ่งเป็นไปได้ยากมากในตลาดการเงินที่มีสภาวะและความผันผวนสูง ยิ่งถ้าค่า DD ต่ำลงไปถึงระดับนั้นแล้ว แสดงว่าพอร์ตของคุณเข้าขั้นวิกฤตจริง ๆ ให้พูดเข้าใจง่าย ๆ เลย หากค่า DD สูงเกินไป ย่อมเพิ่มโอกาสที่ “พอร์ตจะฟื้นไม่กลับ” หรืออาจหนักถึงขั้น “พอร์ตแตก” ได้เลยทีเดียว

ทำไม Drawdown ถึงสำคัญกว่าการดูผลตอบแทนรวม

หลายคนเวลาเริ่มลงทุนมักโฟกัสแค่ว่า “พอร์ตจบแล้วกำไรกี่เปอร์เซ็นต์” เช่น +20% หรือ +50% แล้วคิดว่าพอร์ตนี้หรือกลยุทธ์นี้ดีแน่นอน แต่ตัวเลขนั้นไม่เคยบอกว่า “คุณต้องผ่านอะไรมาบ้าง” ในระหว่างการลงทุน บางครั้งพอร์ตอาจจะจบด้วยกำไรจริง แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น มันอาจเคยติดลบ -30% หรือ -40% ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อเจอเลขติดลบตัวแดง มักทนไม่ไหวและขายทิ้งไปก่อน จนไม่ได้อยู่ถึงตอนที่มันกำไรได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นการดูเพียงแค่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราประเมินความเสี่ยงผิดพลาด และหลงเชื่อกลยุทธ์ที่ดูดีแบบทำกำไรได้ว้าว แต่จริง ๆ แล้วอันตรายก็ได้

ตรงจุดนี้เองที่ค่า Drawdown (DD) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะมันบอกว่า “พอร์ตเคยติดลบแค่ไหน” ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงจริงที่เคยเกิดขึ้นของพอร์ตระหว่างการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าค่า DD สูง ก็แปลได้ว่าพอร์ตเคยรับแรงกระแทกจากตลาดอย่างรุนแรง จนตัวเลขติดแดงและต้องใช้เวลาฟื้นตัวมากขึ้น ยิ่งค่า DD สูงเท่าไร โอกาสที่พอร์ตจะกลับมาเท่าจุดเดิมก็ยิ่งยาก เพราะเราต่างรู้ดีว่าในตลาดการเงินไม่ได้มีอะไรเป็นใจให้เราได้เสมอไป

ที่สำคัญคือค่า Drawdown ยังช่วยให้รู้ว่า “กลยุทธ์ในแต่ละแบบเหมาะกับตัวเองหรือไม่” เพราะนักลงทุนแต่ละคนก็มีระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น บางคนอาจพอทนขาดทุนลบได้ 10-20% แต่พอเจอสถานการณ์จริงที่พอร์ตมีค่า DD สูงถึง 40% ก็อาจจะเริ่มเสียสติ กระวนกระวายจนตัดสินใจผิดพลาดได้ ยิ่งถ้าใช้กลยุทธ์ที่มีค่า DD สูงเกิดขีดจำกัดของเราไปเรื่อย ๆ ต่อให้สุดท้ายถ้าตลาดกลับมาทางเราแล้วทำกำไรได้ แต่เราก็อาจเลิกกลางทางและพลาดโอกาสจากความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้น เพราะต่อให้กลยุทธ์ทำกำไรดีแค่ไหน แต่ถ้า DD สูงเกินที่เรารับได้ สุดท้ายเราก็ไม่สามารถทำตามแผนจนจบได้อยู่ดี

ประเภทของ Drawdown ที่นักลงทุนควรรู้

ค่า Drawdown ไม่ได้มีแค่แบบเดียว และแต่ละประเภทก็ให้ “มุมมองความเสี่ยงที่แตกต่างกัน” การเข้าใจทั้ง 3 ประเภทนี้จะช่วยให้คุณวิเคราะห์พอร์ตหรือกลยุทธ์การเทรดได้ลึกมากขึ้น ไม่หลงเชื่อแค่ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง โดยมาดูทีละแบบเพื่อทำความเข้าใจกันแบบง่าย ๆ ดังนี้

1. Absolute Drawdown

    Absolute Drawdown คือ จำนวนเงินขาดทุนมากที่สุดเมื่อเทียบกับเงินทุนเริ่มต้น (initial deposit) พูดง่าย ๆ คือ พอร์ตของคุณเคยลดต่ำกว่าต้นทุนเริ่มต้นมากที่สุดเท่าไหร่

    จุดเด่นของ DD แบบนี้คือ โฟกัสเฉพาะเงินต้น (initial deposit) ไม่สนใจว่าคุณเคยทำกำไรมาก่อนหรือไม่ เช่น คุณอาจเคยปั้นพอร์ตจาก 100,000 ไปเป็น 200,000 แล้วร่วงกลับมา 120,000 แม้จะขาดทุนจากยอดสูงสุดถึง 80,000 แต่ Absolute Drawdown จะนับจาก “ทุนตั้งต้น 100,000 เท่านั้น” ซึ่งแปลว่า คุณไม่ได้ขาดทุนจากเงินต้นเลย (DD = 0) เพราะพอร์ตยังอยู่เหนือจุดเริ่มต้น

    สูตรคำนวณ Absolute Drawdown

    ตัวอย่าง:
    เริ่มต้นด้วยเงิน 100,000 บาท
    พอร์ตลดลงต่ำสุดเหลือ 85,000 บาท

    Absolute Drawdown = 15% [(100,000 – 85,000) ÷ 100]

    กราฟ Absolute Drawdown

    2. Maximum Drawdown (MDD)

    Maximum Drawdown (MDD) คือ ค่า % ขาดทุนที่มากที่สุด จากจุดสูงสุดของพอร์ต (Peak) ไปยังจุดต่ำสุดที่ตามมา (Trough) โดยไม่สนว่าเริ่มจากทุนเริ่มต้นเท่าไหร่ แต่มองจากจุดที่พอร์ตโตขึ้นไปเท่าไรแล้วลงมาเท่าไหร่ ซึ่งต่างจากการดู Absolute DD เพราะ MDD สนใจว่า “คุณเคยเสียจากยอดสูงสุดมากแค่ไหน” ไม่ใช่เริ่มด้วยทุนเท่าไร

    MDD สำคัญเพราะมันสะท้อน “การขาดทุนที่มากที่สุด” ที่กลยุทธ์เคยสร้างไว้ หาก MDD สูงเกินไป แปลว่าพอร์ตเคยเจอวิกฤตหนักและต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน เช่น MDD 30% หมายความว่าพอร์ตเคยร่วงจากจุดสูงสุดลงมา 30% ซึ่งนักลงทุนมืออาชีพมักพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 20–30% เพราะถ้าเกินกว่านี้ พอร์ตก็มีความเสี่ยงฟื้นไม่กลับ หรือทำให้คนเทรดทนไม่ไหวและเลิกกลางทางได้ง่ายนั่นเอง

    สูตรคำนวณ Maximum Drawdown

    ตัวอย่าง:
    พอร์ตขึ้นจาก 100k > 150k
    จากนั้นลดลงเหลือ 105k

    MDD = 30% [(150k – 105k) ÷ 150k × 100]

    กราฟ Maximum Drawdown

    3. Relative Drawdown

    Relative Drawdown คือ “เปอร์เซ็นต์ (%) การขาดทุน” ที่วัดจากยอดเงินในบัญชี (Balance หรือ Equity) ณ ขณะนั้น แล้วเปรียบเทียบว่าพอร์ตร่วงลงมาจากจุดที่สูงที่สุดในช่วงนั้นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยให้เห็นพฤติกรรมความเสี่ยงของพอร์ตแบบเรียลไทม์ ไม่ได้ดูแค่จากเงินต้นเหมือน Absolute DD และไม่ได้โฟกัสแค่จุดขาดทุนหนักที่สุดครั้งเดียวเหมือน MDD

    ความสำคัญของ Relative Drawdown คือมันช่วยให้เราเข้าใจว่า “ระหว่างทางพอร์ตแกว่งแรงแค่ไหน” และในแต่ละช่วงพอร์ตมีความเสี่ยงมากหรือน้อยอย่างไร แม้ MDD จะบอกจุดขาดทุนหลักที่สุดในอดีต แต่ Relative Drawdown จะให้ภาพรวมว่าในช่วงอื่น ๆ พอร์ตมีการขึ้นลงอย่างไรบ้าง ทำให้เราประเมินได้ว่ากลยุทธ์มีความเสถียรหรือผันผวน และเหมาะกับความเสี่ยงที่เรารับไหวหรือไม่

    สูตรคำนวณ Relative Drawdown

    ตัวอย่าง:

    ช่วงที่ 1
    Peak = 110k
    MDD = 20k
    Relative Drawdown = 18% [(20k ÷ 110k) × 100]
    ช่วงที่ 2
    Peak = 120k
    MDD = 20k
    Relative Drawdown = 16% [(20k ÷ 120k) × 100]
    กราฟ Relative Drawdown

    ตารางเปรียบเทียบ Drawdown แต่ละประเภท

    ตารางเปรียบเทียบ Drawdown แต่ละประเภท

    Drawdown บอกอะไรเกี่ยวกับ “ความเสี่ยงของพอร์ต” ได้บ้าง?

    Drawdown บอกอะไรเกี่ยวกับ “ความเสี่ยงของพอร์ต” ได้บ้าง?

    เมื่อพูดถึงเรื่องความเสี่ยงของพอร์ตแล้ว หลายคนอาจคิดถึงแต่เรื่องแย่ ๆ หรือด้านลบ แต่จริง ๆ แล้วความเสี่ยงไม่ได้มีแค่ตัวเลขขาดทุนหรือติดตัวแดงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการแกว่งตัวของพอร์ต และระดับความทนไหวของพอร์ตนักลงทุนได้อีกด้วย ซึ่งค่า Drawdown (DD) ก็เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยเปิดเผยด้านลึกของความเสี่ยงได้มากขึ้น แบบที่ตัวเลขผลตอบแทนไม่สามารถบอกได้เลย ดังนั้นการเข้าใจว่าค่า DD บอกอะไรเกี่ยวกับพอร์ต จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวม และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น รู้ว่ากลยุทธ์ที่ใช้ปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ทนความผันผวนของตลาดได้หรือไม่ และเหมาะกับตัวเราจริงหรือเปล่า

    1. ความผันผวน (Volatility) vs Drawdown
      Volatility คือ “การแกว่งขึ้น-ลงของราคา” หรือความผันผวนในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่าพอร์ตเคลื่อนไหวแรงหรือไม่ แต่สิ่งนี้กลับไม่ได้บอกว่าการแกว่งนั้นทำให้พอร์ตเสียหายมากน้อยแค่ไหน บางพอร์ตดูมีการเคลื่อนไหวแรง (Volatility ที่สูง) แต่ไม่เคยขาดทุนหนักเลย เพราะมีการควบคุมความเสี่ยงไว้เป็นอย่างดี แต่ในทางกลับกัน บางพอร์ตอาจดูนิ่ง (Volatility ต่ำ) แต่เกิดวิกฤตครั้งเดียวร่วงหนักจนฟื้นไม่กลับ แบบนี้ก็อันตรายเช่นกัน
      ค่า Drawdown จึงเป็นเหมือนตัวช่วยเสริมให้เห็นภาพรวมได้สมบูรณ์มากกว่า เพราะมันไม่ได้ดูแค่ “การแกว่งหรือการเคลื่อนไหวของพอร์ต” แต่มองว่า “พอร์ตเคยลงลึกไปที่สุดเท่าไร” หรือ “ขาดทุนมามากน้อยแค่ไหน” ดังนั้น Volatility บอก “ความไม่นิ่ง” ส่วน Drawdown บอก “ระดับเสี่ยงผ่านตัวเลขขาดทุน” สองตัวนี้จึงต้องดูควบคู่กันเพื่อเข้าใจความเสี่ยงจริงของพอร์ต ไม่ใช่ดูตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว
    2. Drawdown ช่วยประเมินความทนทานของพอร์ตได้
      Drawdown ทำให้เรารู้ว่าในช่วงเวลาตลาดแย่ ๆ พอร์ตของคุณทนแรงกระแทกหรือความผันผวนตลาดได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าพอร์ตเคยขาดทุนและฟื้นกลับมาได้ใหม่เร็ว แปลว่ากลยุทธ์ที่เลือกใช้มีความยืดหยุ่น และบริหารความเสี่ยงได้ดี แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าพอร์ตขาดทุนเล็กน้อยแต่ใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัวได้ หรือไม่มีการฟื้นตัวเลย นั้นบ่งบอกว่ากลยุทธ์ของคุณเปราะบางและมีความเสี่ยงสูง ซึ่งไม่เหมาะกับตลาดการเงินที่มีความผันผวนอยู่เรื่อย ๆ
      การดู Drawdown ยังช่วยให้เราเข้าใจ “Worst Case Scenario” หรือ “สถานการณ์แย่ที่สุดที่อาจเกิดขึ้น” ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสำคัญมากสำหรับการวางแผนลงทุนระยะยาว เพราะถ้าเรารู้ล่วงหน้าว่าพอร์ตอาจลดลงไปถึง 15% ก็สามารถเตรียมใจ รับมือ และวางแผนวางเงินให้เหมาะสมได้ ซึ่งจะแตกต่างจากการลงทุนแบบไม่รู้ว่าความเสี่ยงที่เมื่อเจอแล้วก็จะร้อนรนจนตัดสินใจผิดพลาดทำให้ขาดทุนย่อยยับแบบพอร์ตพังได้
    3. Drawdown สูงแปลว่า “พอร์ตอันตราย” จริงไหม?
      ไม่เสมอไป เพราะ Drawdown ที่สูงหมายความว่า “พอร์ตเคยขาดทุนหนักในอดีต” ซึ่งอาจเกิดจากกลยุทธ์ที่เสี่ยงมาก, ใช้ Leverage สูง หรือไม่มีการควบคุมขนาด Lot size ในการเทรด อย่างไรก็ตามบางกลยุทธ์ที่มีค่า DD สูง ก็อาจให้ผลตอบแทนระยะยาวที่สูงหรือที่เรียกว่า “High Risk-High Return) ดังนั้นค่า DD ที่สูงไม่ได้แปลว่า “แย่เสมอไป” แต่แปลว่า “ต้องรับความเสี่ยงไหว”
      สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า “เรารับความเสี่ยงและทนค่า Drawdown แบบนี้ได้ไหม” เพราะต่อให้กลยุทธ์จะดีมาก แต่ถ้าค่า DD สูงจนคุณทนไม่ไหวและเลิกกลางทางไป คุณก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ตามแบบแผนที่กลยุทธ์วางไว้จริง ๆ เพราะสุดท้ายแล้วพอร์ตและกลยุทธ์ที่ดีแต่ค่า DD สูงก็ใช่ว่าจะใช้กับเราได้เสมอไป ดังนั้นค่า DD จึงไม่ได้บอกแค่ว่าพอร์ตอันตรายจริงหรือไม่ แต่มันช่วยให้เราเลือกกลยุทธ์ที่เข้ากับตัวเองที่สุดต่างหาก

    วิธีจัดการและลด Drawdown แบบมือใหม่

    วิธีจัดการและลด Drawdown แบบมือใหม่

    Drawdown เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในการลงทุน แต่สิ่งที่มืออาชีพทำได้ดีกว่ามือใหม่คือ พวกเขารู้จักวิธีควบคุมความเสี่ยงและไม่ให้ DD มีค่ามากเกินจุดที่ยอมรับได้ ซึ่งเทคนิคที่ทางเราจะแชร์เป็นสิ่งที่มือใหม่เองก็ทำได้ ถ้ารู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหนและประยุกต์ใช้อย่างไร ดังนั้นมาดูวิธีที่ใช้ได้จริงกันไปทีละข้อเลย

    1. การกระจายพอร์ต (Diversification)
      การกระจายพอร์ตคือการไม่เอาเงินทุนทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์ตัวเดียว เพราะถ้าสินทรัพย์นั้นราคาร่วง พอร์ตก็จะร่วงหนักตามไปด้วย การกระจายไปยังหลายสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ต่างกัน เช่น หุ้น กองทุน ทองคำ พันธบัตร จะช่วยลดความเสี่ยงรวมของพอร์ตได้อย่างชัดเจน ถึงแม้บางตัวอาจจะขาดทุน แต่บางตัวอาจยังทำกำไรได้ ทำให้ความเสียหายโดยรวมไม่รุนแรง ยิ่งถ้าเมื่อหักลบกันแล้วยังได้กำไรก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
      โดยสำหรับมือใหม่แล้ว การกระจายพอร์ตไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเสมอไป อาจจะเริ่มจาก 2-3 สินทรัพย์หลักที่มีความสัมพันธ์ต่างกัน หรือเลือกกองทุนรวม/ETF ที่กระจายให้เราอัตโนมัติ ด้วยวิธีนี้เองจะช่วยลด Drawdown ได้มาก เพราะไม่ปล่อยให้ความเสี่ยงของสินทรัพย์เดียวลากทั้งพอร์ตลงเหว
    2. การตั้ง Stop Loss / Risk Management
      Stop Loss เหมือนการยอมแพ้แบบมีแผน ก่อนที่ความเสียหายจะหนักเกินควบคุม การตั้ง Stop Loss คือการตั้งจุดปิดออเดอร์ เพื่อหยุดการขาดทุนตั้งแต่เนิ่น ๆ และป้องกันไม่ให้ Drawdown ลากยาวจนฟื้นได้ยาก สิ่งสำคัญคือการตั้ง Stop Loss ต้องอิงกับเหตุผล เช่น ระดับแนวรับ แนวต้าน หรือเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงขาดทุนที่ยอมรับได้ ไม่ใช่การตั้งแบบเดาสุ่มแต่อย่างใด
      นอกจากการ Stop Loss แล้ว การจัดการความเสี่ยง (Risk Management) เช่น จำกัดการขาดทุนต่อวัน ไม่เทรดใน Lot size ที่ใหญ่เกินไปหรือไม่เทรดตอนอารมณ์ไม่ดี ก็ช่วยลดโอกาสขาดทุนได้เช่นกัน จำไว้ว่ามืออาชีพในโลกการลงทุน ไม่ได้ชนะบ่อยกว่าเสมอไป แต่เขาแพ้ทีละน้อย และเก็บกำไรกลับมาได้ต่างหากจึงอยู่รอดในระยะยาว
    3. การบริหาร Position Size ให้เหมาะกับตัวเอง
      Position Size คือ ขนาดเงินที่ใช้ในแต่ละออเดอร์ ถ้าคุณเปิดไม้ใหญ่เกินไป แม้ขาดทุนเล็กน้อยก็สร้างความเสียหายหนักให้พอร์ตได้ แต่ถ้าคุณแบ่งขนาดไม้ให้พอดี ความเสียหายจะถูกจำกัดโดยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น ใช้เงินไม่เกิน 1-2% ของพอร์ตต่อการเทรด 1 ครั้ง ต่อให้จะแพ้หลาย ๆ ครั้งติดกัน พอร์ตก็ยังไม่พัง
      นี่คือเทคนิคที่มืออาชีพใช้ในการควบคุม Drawdown ตั้งแต่ก่อนเทรด ไม่ใช่ค่อยหาทางแก้ในตอนที่เกิดเรื่องไปแล้ว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมือใหม่มักจะสนใจแต่จุดเข้าที่คิดว่าทำกำไรได้แน่มากเกินไป จนลืมคิดว่าควรใช้เงินเท่าไรต่อไม้ ทั้งที่ขนาด Position มีผลต่อความอยู่รอดของพอร์ตมากกว่าเสียอีก
    4. ปรับกลยุทธ์เชิงรุก vs เชิงรับ ให้เข้ากับตลาด
      ตลาดบางช่วงเหมาะกับการเล่นเชิงรุก (Aggressive) เพื่อทำกำไรแบบรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น แต่บางช่วงตลาดอาจผันผวนหรือไม่ชัดเจน การเล่นเชิงรุกอาจสร้าง Drawdown สูงจนหมดพอร์ตได้ง่าย การรู้จักผ่อนเปลี่ยนมาสู่กลยุทธ์เชิงรับ (Defensive) เช่น ลดขนาดไม้ ลดความถี่ในการเทรด จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
      มือใหม่ในวงการเทรดหรือลงทุนมักใช้ความรู้สึกอยากทำกำไรตลอดเวลามาเข้าร่วมเสมอ แต่มืออาชีพจะรู้ว่าบางช่วงต้องเน้นเอาตัวรอดมากกว่าหาเงิน การปรับโหมดและกลยุทธ์ให้เข้ากับตลาด คือกุญแจสำคัญในการลดค่า DD และรักษากำไรให้คงอยู่ได้เรื่อย ๆ

    บทสรุป

    การลงทุนหรือการเทรดไม่ใช่ทางตรงที่เดินแล้วขึ้นได้อย่างเดียวเสมอไป แต่เต็มไปด้วยช่วงทำกำไรที่ทำให้เราดีใจ และช่วงขาดทุนที่ทำให้เราใจหาย ซึ่งการขาดทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเรื่องธรรมดามากในตลาดการเงิน สิ่งที่อันตรายจริง ๆ ไม่ใช่แค่การติดลบ แค่คือการขาดทุนจนฟื้นไม่กลับหรือเจ็บหนักจนหมดใจเลิกเล่นไปก่อน นี่ต่างหากคือปัญหาที่ทำลายพอร์ตได้มากที่สุด

    เพราะแบบนั้นการได้ทำความรู้จักและเข้าใจ Drawdown (DD) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เพราะมันช่วยบอกเราได้ว่าพอร์ตเคยเจ็บหนัก รับความเสี่ยงได้ในระดับใด และกลยุทธ์ที่ใช้ปลอดภัยพอที่จะเจอสถานการณ์ตลาดผันผวนในอนาคตหรือไม่ ซึ่งถ้าเรารู้จักและคุม DD ได้ ก็จะวางแผนได้ดีขึ้น เทรดด้วยความมั่นใจมากขึ้น และไม่ตื่นตระหนกในเวลาที่เจอตลาดผันผวนจนทำให้เลขติดลบ สุดท้ายแล้วเป้าหมายของการลงทุนไม่ใช่แค่การชนะเพื่อทำกำไรทุกครั้งเสมอไป แต่คือการไม่แพ้ครั้งใหญ่และอยู่ได้ในตลาดไปเรื่อย ๆ ซึ่ง DD ก็คือเครื่องมือที่จะช่วยให้เรารอด และอยู่ในเกมนี้ได้นานพอที่จะชนะในระยะยาว

    ลงทะเบียนสัมมนา