ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์มือใหม่หรือมืออาชีพ สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้เสมอในการเทรดเลยก็คือเรื่อง “Pip” เพราะนี่คือหน่วยวัดมาตรฐานที่ใช้ในการกำหนดระยะของกำไร (Take Profite) และจุดกันขาดทุน (Stop Loss) นอกจากนี้ Pip ยังถูกนำมาใช้ในการคำนวณขนาดของออเดอร์ (Lot Size) เพื่อจัดการความเสี่ยงให้เหมาะกับกลยุทธ์ Money Management และป้องกันการเทรดมากเกินไป (Overtrade) อีกด้วย
ดังนั้นในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักว่า “Point กับ Pip คืออะไร” พร้อมทั้งเข้าใจในความหมาย ความแตกต่าง รวมไปถึงการใช้งานจริงในโลกของตลาดการเงินกันอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้คุณสามารถเทรดได้กับทุกสินทรัพย์
ทำความรู้จัก Point กับ Pip คืออะไร

แม้ว่า “Pip” จะเป็นหน่วยวัดราคาที่เทรดเดอร์หลายคนคุ้นเคย และมักได้ยินอยู่บ่อยครั้งในการเทรด แต่รู้หรือไม่ว่ายังมีอีกหนึ่งหน่วยวัดที่ถูกใช้ควบคู่กัน โดยเฉพาะในตลาด Forex นั่นก็คือ “Point” ซึ่งหลายคนอาจยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างสองคำนี้อย่างชัดเจน ดังนั้นเราจะมาเจาะลึกว่า Point กับ Pip คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร และแต่ละหน่วยมีบทบาทสำคัญอย่างไรในกลยุทธ์การเทรดของคุณ
Pip คืออะไร?
Pip ย่อมาจาก Percentage in Point หรือ Price Interest Point ซึ่งหมายถึงหน่วยที่ใช้วัดความเปลี่ยนแปลงเล็กที่สุดของราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงิน Pip ถือเป็นมาตรฐานกลางที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว 1 Pip จะหมายถึงการเคลื่อนไหวของราคาที่ตำแหน่งทศนิยมหลักที่ 4 เช่น หากราคาเปลี่ยนจาก 1.5555 เป็น 1.5556 เท่ากับราคาขยับขึ้นมา 1 Pip
อย่างไรก็ตาม สำหรับคู่เงินที่มีสกุลเงินเยน (JPY) ที่อยู่คู่ เช่น USD/JPY หรือ EUR/JPY การนับ Pip จะเปลี่ยนไปอยู่ในทศนิยมตำแหน่งที่ 2 แทน เช่น จาก 100.30 ไปเป็น 100.31 ก็เท่ากับขึ้นมา 1 Pip
โดยในปัจจุบัน โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ได้เพิ่มตำแหน่งทศนิยมในการแสดงราคาให้ละเอียดมากขึ้น จาก 4 ตำแหน่งเป็น 5 และจาก 2 ตำแหน่งไปเป็น 3 เพื่อให้เทรดเดอร์สามารถเลือกลงทุนได้ด้วยจำนวนเงินที่น้อยลง ซึ่งส่งผลให้เกิดหน่วยวัดใหม่ที่เล็กกว่า Pip ซึ่งก็คือ “Point” โดยที่ 1 Pip จะเท่ากับ 10 Point
Point คืออะไร?
Point หรือที่เรียกกันว่า “จุด” คือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาที่ดูความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งทศนิยมหลักที่ 3 หรือ 5 ของราคาสินทรัพย์ โดยเฉพาะในตลาด Forex
ยกตัวอย่างเช่น หากคู่สกุลเงิน EUR/USD ขยับจาก 1.54320 ไปเป็น 1.54330 นั้นหมายความว่าราคาได้เคลื่อนไหวขึ้นมา 10 Point ซึ่งหน่วยนี้นิยมใช้เมื่อต้องดูการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างละเอียด
สรุปความแตกต่างระหว่าง Pip กับ Point

เข้าใจการเคลื่อนไหวของกราฟราคาด้วย Point และ Pip
เมื่อเข้าใจแล้วว่า Point กับ Pip คืออะไร ขั้นตอนถัดไปที่ต้องทำเลยคือ การเรียนรู้วิธีการวัดระยะของราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงิน เพราะในแต่ละสินทรัพย์จะมีรูปแบบการใช้หน่วยวัดที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของตลาดนั้น ๆ โดยสามารถแบ่งการใช้งานให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้
1.การวัดความเคลื่อนไหวของราคาในตลาด Forex
หลักการง่าย ๆ ของการวัดระยะเคลื่อนไหวของราคาคู่สกุลเงินในตลาด Forex เลยคือ ให้นับหน่วยสุดท้ายเป็นหน่วยจุด (Point) ในหลักหน่วยเสมอ โดยไม่ต้องสนใจจุดทศนิยม หากต้องการเปลี่ยนให้นับเป็นแบบ Pip ให้เอาจำนวน Point หารด้วย 10 เสมอ ( 1 Pip = 10 Point)
ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของราคาคู่สกุลเงินในตลาด Forex

2.การวัดความเคลื่อนไหวของราคาในสินทรัพย์อื่น ๆ
หลักการง่าย ๆ ของการวัดความเคลื่อนไหวของราคาในสินทรัพย์ต่าง ๆ เลยคือให้นับเป็นหน่วย Pip โดยนับ “จำนวนเต็ม” หลักสุดท้ายเป็นหลักหน่วยเสมอ ไม่นับเป็นหน่วย Point เนื่องจากแต่ละสินทรัพย์ 1 Pip ไม่ได้เท่ากับ 10 Point เสมอไปเหมือนกับคู่สกุลเงินในตลาด Forex
ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ต่าง ๆ

คำเตือนเล็กน้อยเกี่ยวกับราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ : ราคาของสินทรัพย์ในแต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็นทองคำ น้ำมัน หรือดัชนีต่าง ๆ มักมีการกำหนดหน่วย Pip ที่ต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ เช่น
- บางเจ้าอาจกำหนดให้ 1 Pip เท่ากับ 0.10
- ในขณะที่บางเจ้าระบุว่า 1 Pip เท่ากับ 0.01
ดังนั้นก่อนเข้าเทรดจริง ควรตรวจสอบข้อมูลจากหน้า Contract Specification ของแต่ละโบรกเกอร์ให้ชัดเจนก่อนเสมอ เพื่อไม่ให้คำนวณระยะหรือความเสี่ยงคลาดเคลื่อน
บทสรุป Point กับ Pip คืออะไร? ในตลาดการเงิน
สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ เลยคือ Point และ Pip คือหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงิน ที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถประเมินการเคลื่อนไหวของราคาได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น โดย Pip เป็นหน่วยวัดมาตรฐานหลักในการวางแผนการเทรด เช่น การตั้งจุดทำกำไร (TP) และจุดกันขาดทุน (SL) ส่วน Point จะเป็นหน่วยที่ละเอียดกว่าซึ่งใช้ดูความเปลี่ยนแปลงแบบจุดต่อจุด ซึ่งทั้ง Point และ Pip แม้จะต่างกันเล็กน้อย แต่ล้วนมีบทบาทสำคัญในการบริหารความเสี่ยง และเป็นความรู้พื้นฐานในการเทรดอีกด้วย